เทคนิค การทำให้บ้านเย็นด้วยวิธีธรรมชาติ

ดังที่ทราบกันอยู่ว่า อากาศในบ้านเรานั้น มักจะค่อนไปทางร้อนอบอ้าวเสียเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากเราเป็นประเทศในเขตร้อน แม้แต่ในฤดูฝนซึ่งมีฝนตกลงมาให้เย็นชุ่มฉ่ำกันบ้าง แต่ในวันที่ไม่มีฝนหรือวันที่ฝนใกล้ตกนั้น สภาพอากาศก็มักจะร้อนอบอ้าวไม่ต่างอะไรจากหน้าร้อนสักเท่าใด วิธีหนีร้อนที่บ้านเรือนส่วนใหญ่มักใช้กันในสมัยนี้ก็คงหนีไม่พ้นการติดเครื่องปรับอากาศหรือการใช้พัดลมมาช่วยคลายร้อน ช่วงไหนที่อากาศร้อนมาก ก็ย่อมหมายถึงตัวเลขที่น่าสยองขวัญ ซึ่งจะมาปรากฎในบิลค่าไฟฟ้าที่คุณต้องจ่ายในแต่ละเดือนนั่นเอง

เริ่มด้วย การจัดวางทิศทางของบ้านตามหลักการรับลมหลบแดด คือหันด้านยาวของบ้านในแนวทิศเหนือใต้ เพื่อหลบแสงตะวันที่จะทำให้พื้นที่ต่างๆด้านทิศตะวันตกและตะวันออกเกิดความร้อนเพิ่มมากขึ้น และช่วยให้ลมพัดเข้าบ้านได้ดีในฤดูร้อน (ลมมาจากทางทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้) ลองหันมาสำรวจบ้านของคุณเองกันสักทีจะดีกว่า ว่าเราจะสามารถปรับปรุงบ้านของเราให้เย็นสบาย ด้วยวิธีธรรมชาติได้อย่างไรบ้าง


  • การปรับปรุงภายในบ้าน

  • หน้าต่าง ผ้าม่านมูลี่ ช่องหน้าต่างที่อยู่ทางทิศตะวันตก-ตะวันออกนี้ ควรติดตั้งมู่ลี่ปรับแสง เพื่อใช้กระจายแสง และสะท้อนความร้อนออกได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ การใช้ผ้าม่านที่หน้าต่างแบบต่างๆ ก็ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัว บดบังสายตาจากคนภายนอก ป้องกันแสงแดด และความร้อนเข้าสู่พื้นที่ภายในห้อง
    ไปส่วนหนึ่ง 

  • สกายไลท์(skylight) หรือช่องแสงที่หลังคา ควรให้มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อป้องกันความร้อนที่จะผ่านเข้ามาจากหลังคา และควรมีการป้องกันแสงด้วยการติดตั้งมู่ลี่เกล็ดปรับมุมได้ ซึ่งอาจจะควบคุมด้วยไฟฟ้า เพื่อบังแดดที่จะส่องเข้ามาทางนี้ สกายไลท์มีส่วนช่วยทำให้เกิดการไหลเวียนของอากาศ (ventilation) โดยใช้กระแสพาความร้อน แต่ถ้าช่องแสงนี้ใหญ่มากก็จะทำให้ภายในห้องร้อนมาก จากความร้อนที่ผ่านเข้ามาทางกระจกสกายไลท์นั่นเอง

  • เทศนิคการระบายอากาศ (ventilations) เป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง โดยให้อากาศที่สดชื่น จากภายนอกไหลเวียนเข้ามาภายในบ้าน และระบายอากาศที่ร้อนอ้าวภายในออกไป โดยการเปิดช่องหน้าต่างสองด้านของห้อง เทคนิคนี้จะทำให้ความเร็วลมที่ไหลเข้ามาในห้องเพิ่มขึ้น เมื่อช่องทางที่ลมเข้านั้นมีขนาดเล็ก และอยู่ต่ำ ส่วนช่องทางที่ลมไหลออกนั้นให้มีขนาดใหญ่กว่า และอยู่สูงกว่าก็จะทำให้ลมพัดผ่านคนที่อยู่ภายในห้อง

  • การติดตั้งฉนวนกันความร้อนลงไปที่ผนังและหลังคา ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำบ้านให้เย็น โดยเฉพาะห้องที่เราติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ฉนวนที่ผนังจะช่วยเก็บความเย็นภายในห้องไว้ได้นาน และป้องกันความร้อนจากภายนอกที่จะส่งผ่านเข้ามาทางหลังคา และผนัง โดยเฉพาะการติดฉนวนที่ฝ้าเพดาน และแผ่นสะท้อนความร้อนที่หลังคา ก็จะช่วยสะกัดกั้นความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านไปได้มาก ฉนวนกันความร้อนที่มีค่าการต้านทานความร้อนมากๆ ก็จะป้องกันความร้อนได้มากกว่า

  • การใช้อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าเพื่อทำให้บ้านเย็น ได้แก่ การใช้พัดลม และเครื่องปรับอากาศ ในบ้านเรามีความชื้นสัมพัทธ์ที่สูง 70-80% เกือบตลอดปี จึงเป็นการยากที่เราจะใช้เทคนิคของการระบายอากาศโดยธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว เครื่องปรับอากาศและพัดลมจึงเป็นอุปกรณ์ที่เราจำเป็นต้องมีไว้ เพื่อช่วยคลายร้อนให้ในค่ำคืนที่ร้อนอบอ้าวเพราะฝนใกล้ตก และในช่วงฤดูร้อน ดังนั้น ในการติดเครื่องปรับอากาศนั้น ขอฝากข้อแนะนำเล็กน้อยๆ ดังนี้คือ

    - เครื่องปรับอากาศต้องมีขนาดเหมาะสมกับห้อง ไม่เล็กเกินไป เพราะจะทำให้การทำความเย็นไม่เพียงพอ ทำให้เรารู้สึกอบอ้าวและเครื่องทำงานหนัก เครื่องต้องไม่มีขนาดใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้เปลืองไฟฟ้า และห้องมีความเย็นมากเกินไปอาจเป็นหวัดได้
    - ห้องที่ปรับอากาศควรปิดให้สนิทเพื่อป้องกันความเย็นไม่ให้รั่วไหลออกมาภายนอกซึ่งจะทำให้เครื่องทำงานหนัก ควรปรับการไหลเวียนของอากาศภายในห้อง ด้วยการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีบานเกล็ดปรับกระจายลมได้หลายทิศทางซึ่งจะหมุนเวียนอากาศอยู่ตลอดเวลา
    - หมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศในส่วนของแผงกรองฝุ่นเพื่ออนามัยที่ดีของทุกคน

  • การปรับปรุงภายนอกบ้าน

  • ต้นไม้ เป็นอุปกรณ์บังแดดทางธรรมชาติ ที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมได้อย่างดีที่สุด ควรปลูกไม้ที่ให้ร่มเงาเช่นมะม่วง จำปี ฯลฯ ไว้ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ เพราะไม้มีพุ่มใบหนา ให้ดอกผลป้องกันแดดได้
    ดี ส่วนทิศเหนือควรปลูกไม้พุ่มเตี้ยเพื่อจะได้ไม่บังลม และสร้างความร่มรื่น ต้นไม้ที่มีใบเล็กละเอียดสามารถกรองซับความจ้าของแสงและสะท้อนความร้อนไปได้ส่วนหนึ่ง เช่น ต้นแก้ว ต้นเข็ม เป็นต้น และยังใช้เป็นไม้ประดับสวนได้ดีอีกด้วย

  • ความยาวของชายคาบ้าน ทางทิศเหนือนั้นจัดว่าได้รับแสงจ้าน้อยกว่าทิศอื่นๆ จึงไม่จำเป็นต้องมีชายคายาวมากเพียง 0.80-1.00 เมตรก็เพียงพอ แต่สำหรับทิศใต้นั้นในฤดูหนาวดวงอาทิตย์จะทำมุมต่ำทำให้หน้าต่างด้านนี้ต้องการชายคาคลุมยาวขึ้น อย่างน้อยควรให้ชายคายาว 1.20-1.50 เมตรหรือมากกว่านี้ ถ้าชายคาตัดสั้นกว่า 1.00 เมตรควรพิจารณาใช้กันสาดบังแดดที่หน้าต่างเพื่อให้ร่มเงากับหน้าต่างให้มากที่สุด ห้องจะได้ไม่ร้อน ส่วนทิศตะวันออกและตะวันตกนั้น ความยาวของชายคาอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างร่มเงาบนผนังและช่องหน้าต่างได้ เพราะแดดในทิศนี้ทำมุมต่ำมาก เราอาจเสริมด้วยกันสาดหรือแผงบังแดดในลักษณะต่างๆ ตามความเหมาะสม

  • ผนังบ้าน การเลือกใช้วัสดุทำผนังที่มีความหนามาก เพื่อช่วยหน่วงให้ความร้อนผ่านเข้าสู่ภายในห้องได้ช้าลง ก็เป็นสิ่งที่น่าจะพิจารณาอยู่เหมือนกัน เพราะผนังแบบนี้เราเรียกว่าเทอร์มอล แมส (thermal mass) เช่น ผนังอิฐหนาสองชั้น ผนังคอนกรีตที่หนาและหนัก ผนังแบบนี้จะร้อนช้าและเย็นช้าเมื่อได้รับความร้อน เนื่องจากมวลของวัสดุที่หนาหนัก และในทางตรงกันข้ามโครงสร้างที่เบาได้แก่ผนังโครงคร่าวไม้หรือเหล็ก จะมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ โดยผนังจะร้อนเร็วเมื่อได้รับความร้อนและทำให้เย็น โดยการคายความร้อนออกในเวลากลางคืนได้รวดเร็วกว่าซึ่งจะเหมาะกับ อากาศร้อนแบบบ้านเราที่อุณหภูมิช่วงกลางวันและกลางคืนไม่แตกต่างกันมากนัก
    ดังนั้น ในฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัดเมื่อเราสร้างบ้านด้วยผนังที่มีความหนามาก ผนังจะบรรจุความร้อนไว้เป็นจำนวนมากในเวลากลางวัน และทำให้เกิดความร้อนอ้าวในเวลากลางคืน (เพราะผนังหนาๆ นั้นคายความร้อนออกมาสู่อากาศที่เย็นกว่าในเวลากลางคืน) เราจึงรู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัว ปัญหาของผนังหนาแบบนี้ เราสามารถป้องกันได้ โดยสร้างร่มเงากับผนังให้มากที่สุด ทั้งโดยการปลูกต้นไม้ และโดยการสร้างอุปกรณ์บังแดด

  • การใช้สีทาบ้าน การใช้กระเบื้องหลังคาสีอ่อนๆ และทาสีบ้านด้วยสีที่อ่อนสว่าง ก็เป็นเทคนิคง่ายๆ อย่างหนึ่งในการช่วยสะท้อนความร้อนออกไปจากตัวบ้าน เทคนิคของสีอ่อนนี้ช่วยลดอุณหภูมิที่พื้นผิวของบ้าน ซึ่งจะรวมไปถึงการนำความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผนังด้านทิศตะวันตกและตะวันออก ส่วนบ้านเรือนที่อยู่ในเขตอบอุ่นที่มีฤดูหนาวหนาวจัด มักทาสีอาคารด้วยสีมืดทึมทั้งผนังและหลังคาเพื่อช่วยดูดซับความร้อนไว้ทำให้อาคารอุ่นขึ้น

  • การสเปรย์น้ำขึ้นไปบนหลังคาในช่วงที่อากาศร้อนจัด เช่น ในเดือนเมษายน เพื่อลดความร้อนที่หลังคาโดยการระเหยของน้ำ วิธีนี้เหมาะกับอากาศที่มีความชื้นไม่สูง ต่ำกว่า 75% เพราะจะทำให้ไอน้ำระเหยได้ดี และช่วยพาความร้อนออกไปจากหลังคา ส่วนน้ำที่ใช้ไปแล้วก็สามารถรองเก็บไว้ใช้หมุนเวียนได้อีก


    เทคนิคที่กล่าวถึงเหล่านี้ก็เป็นที่นิยมใช้สำหรับภูมิอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรา และเพื่อให้เราประหยัดค่าไฟฟ้ามากที่สุดก็ควรจะทำให้ผนังบ้านของเราอยู่ในร่ม และไม่เปียกฝน หรือชื้น เพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศลง และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ดีให้กับโลกค่ะ...


    แหล่งที่มา homedd
  • หลังคาบ้านมีกี่แบบ แบบใดที่นิยมใช้มากที่สุด

    รูปทรงหลังคานับถึงปัจจุบันมีอยู่ 7 แบบ คือ 

    1.หลังคา SLAB หรือหลังคาแบน สามารถใช้ประ โยชน์บนหลังคาได้ แต่ต้องระวังการรั่วซึม ใช้เป็นที่พักผ่อน ตากผ้า ใช้กับตึกอาคารทันสมัยทั่วไปในปัจจุบัน มองไม่เห็นตัวหลังคา ทำให้ออกแบบได้หลากหลาย หลังคาแบนซึ่งทำด้วยคอนกรีตจะสะสมความร้อนไว้มากกว่าหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องดินเผาและกระเบื้องคอนกรีต ทำให้เกิดการคายความร้อนออกมาในช่วงที่อากาศเย็นลง คือ เวลากลางคืน ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกร้อนอบอ้าวเมื่อกลับมาบ้านในเวลาเย็น การที่หลังคาแบนมีความลาดเอียงน้อย น้ำฝนจึงมักขังอยู่บนหลังคาได้ง่าย ทำให้เกิดการรั่วซึมอยู่บ่อยๆ แต่ถ้าก่อสร้างได้ถูกวิธีก็ไม่มีปัญหาค่ะ

    2. หลังคาเพิงหมาแหงน คือ หลังคาที่เอียงไปด้าน เดียว ราคาถูก และก่อสร้างง่าย 

    3. หลังคาทรงมนิลา หรือหลังคาหน้าจั่ว คือ หลังคา ที่มีสันตรงกลาง และลาดลงทั้ง 2 ข้าง เป็นรูปทรงที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เหมาะกับสภาพภูมิอากาศเขตศูนย์สูตรอย่างบ้านเรา เนื่องจากมีฝนตกชุกหลังคาจั่วสามารถระบายน้ำฝนออกไปได้เร็ว และป้องกันแดดได้ดีเนื่องจากชายคายื่นยาวสองด้านส่วนด้านสกัดหรือด้านแคบ แม้ยื่นชายคาไม่ได้มากก็ไม่นิยมทำหน้าต่างด้านนี้ 

    4. หลังคาทรงปั้นหยา ได้แพร่เข้ามาสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งยุคล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจในยุโรป เป็นหลังคาที่กันแดดกันฝน ได้ทุกด้าน แต่ราคาแพงกว่าแบบจั่ว ได้กลายเป็นหลังคารูปทรงหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจวบจนปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะหลังคาทรงนี้สามารถยื่นชายคาเพื่อบังแดดและฝนได้ทั้งสี่ด้าน การระบายน้ำฝนและการป้องกันการรั่วซึม ค่อนข้างจะเสียเปรียบหลังคาจั่ว เนื่องจากมีรอยต่อมากกว่า
    แต่ถ้ามุงได้ถูกวิธีและดูแลรักษาตามสภาพก็จะไม่รั่วซึมค่ะ

    5. หลังคาปีกผีเสื้อ ปัจจุบันไม่นิยมกันแล้ว เพราะ จะเอียงกลับเข้ามาตรงกลาง ซึ่งเป็นรางน้ำทำให้รั่วง่าย

    6.หลังคาโค้ง นิยมในบ้านสไตล์โมเดิร์น หรือโรงงานค่ะ หลังคาทำด้วย Metal sheet และอลูมิเนียมขึ้นรูปค่ะ

    7.หลังคาทรงอิสระอื่นๆ เช่นทรงโค้งเป็นลอนไปมา ทรงไร้ทิศทาง ใช้กับอาคารที่ต้องการความแปลกใหม่ วัสดุที่ใช้มุงเป็นพวกเหล็กขึ้นรูปและอลูมิเนียมขึ้นรูปค่ะ

    **แบบหลังคาบ้านที่นิยมมากที่สุดในเมืองไทย นิยมทั้งแบบจั่วและแบบปั้นหยาค่ะ เพราะทั้งสองแบบกันแดดกันฝนได้ดี และทำง่ายไม่ยุ่งยาก วัสดุไม่แพงมาก ราคาเหมาะสมค่ะ 

    กระเบื้องมุงหลังคาแต่ละชนิด จะมีความลาดเอียงใน การมุงไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น 
    กระเบื้องโมเนียจะต้องมุงให้ มีความลาดเอียงไม่น้อยกว่า 17 องศา 
    กระเบื้องลอนคู่และลูกฟูก สามารถมุงหลังคาให้ มีความลาดเอียงไม่น้อยกว่าประมาณ 10 - 12 องศา 
    Metal sheet & Aluminium sheet สามารถมุงได้น้อยกว่า 10 - 12 องศา แล้วแต่วิธีการออกแบบ 
    เพราะฉะนั้นเวลาเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคา ควรตรวจดู ความลาดเอียงของหลังคาให้ถูกต้องด้วย มิฉะนั้นจะทำให้หลัง คารั่วได้
    ที่มา:http://th.answers.yahoo.com

    เอกสารหลักฐานที่ผู้กู้ต้องเตรียมก่อนยื่นกู้

    เอกสารหลักฐานที่ผู้กู้ต้องเตรียมก่อนยื่นกู้ 

    เอกสาร หลักฐานที่ผู้กู้จะต้องเตรียมพร้อมก่อนไปยื่นกู้ สถาบันการเงินมักจะกำหนดให้ผู้กู้เตรียม เอกสาร หลักฐาน ที่ใช้จะใช้ประกอบในการขอกู้ไปให้ครบถ้วน หลักๆ คือ หลักฐานประจำตัว, หลักฐานเกี่ยวกับรายได้, หลักฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์และการซื้อขาย และ หลักฐานอื่นๆ ดังนี้ 

    หลักฐานส่วนตัว ประกอบด้วย สำเนาทะเบียนบ้าน,บัตรประจำตัว,ทะเบียนสมรส หรือ ทะเบียนหย่า หรือใบมรณบัตร ,สำเนาเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี) 

    หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 

    1.กรณีเป็นผู้มีรายได้ประจำต้องเตรียมใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่าย เงินเดือนจากนายจ้าง,สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร 

    2.กรณีประกอบอาชีพอิสระ ต้องเตรียมสำเนาทะเบียนการค้า หรือหนังสือรับรองการ จดทะเบียนนิติบุคคล,บัญชีเงินฝาก พร้อม statement บัญชีเงินฝากกระแสรายวันย้อนหลัง 6 เดือน และ หลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ 

    หลักฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์และการซื้อขาย มี สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือ แสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด ,แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของที่ดินหลักประกัน ,สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ กรณี เป็นการซื้อห้องชุด ต้องมีสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุด รายละเอียดทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ส่วนกลาง 

    หลักฐานอื่นๆ ส่วนใหญ่ธนาคารจะแจ้งให้กับผู้กู้ทราบ หรือในกรณีที่มีการกู้เพื่อวัตถุ ประสงค์อื่นๆ นอกเหนือจากการซื้อบ้าน เช่น 

    กรณีขอกู้เพื่อการปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร ต้องมี แบบก่อสร้างอาคาร,หนังสือ อนุญาตปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร,หนังสือสัญญาจ้างปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร, หรือ 

    กรณีกู้เพื่อไถ่ถอนจำนอง ต้องมี สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงิน เดิม,statement การผ่อนชำระค่างวด ใน 6 เดือนสุดท้ายตรงนี้สำคัญเพราะจะเป็นวัติการผ่อน ชำระเงินกู้ของตัวคุณเอง หากมีประวัติที่ดีการอนุมัติของแบงก์ก็จะเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และ 

    กรณีมีผู้กู้ร่วม ท่านจะต้องเตรียมหลักฐานส่วนตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วมไป ด้วย 

    ในขั้นตอนการเตรียมหลักฐานต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ท่านจะต้องเตรียมให้ครบถ้วนในวันที่ไปยื่น กู้ เพราะจะมีผลกับการพิจารณาอนุมัติของแบงก์ หากในวันที่ยื่นกู้เอกสารไม่ครบ เจ้าหน้าที่อาจ จะไม่รับเรื่อง หรืออาจรับเรื่องไว้และให้ผู้ขอกู้นำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ซึ่งผู้ขอกู้ควรจะนำมา ให้เจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน เพื่อจะไม่ทำให้การวิเคราะห์และอนุมัติเงินกู้ล่าช้าออกไป เพราะฉะนั้น การอนุมัติเงินกู้จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการเตรียมเอกสารให้ครบด้วย 



    ขอขอบคุณข้อมูล
    ที่มา : http://www.home.co.th 

    การพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของสถาบันการเงิน

    ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของสถาบันการเงิน
    การพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจใช้เวลาเร็วช้าต่างกัน แต่โดยทั่วไป แล้ว การยื่นกู้จนถึงอนุมัติให้กู้ของสถาบันการเงินในปัจจุบันจะใช้เวลานานประมาณ 10-20 วัน ทำการ โดยจะมีขั้นตอนการพิจารณาที่คล้ายคลึงกัน คือ

    ผู้กู้จะต้องติดต่อขอแบบฟอร์มและยื่นความจำนงขอกู้พร้อมทั้งนำหลักฐานประกอบการขอกู้ให้ ครบตามที่ธนาคารกำหนด จากนั้นในการยื่นกู้ สถาบันการเงินจะเก็บค่าธรรมเนียมประเมินราคา หลักประกันด้วย (แต่ละแห่งไม่เท่ากัน ) จากนั้นสถาบันการเงินจะไปสำรวจและประเมินราคา บ้านและที่ดินที่จะนำมาเป็นหลักประกัน จะใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน) และสถาบันการเงินจะ พิจารณาคำขอกู้โดยวิเคราะห์รายได้และหลักประกันของผู้กู้ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ และจะแจ้งผล การขอกู้ ให้ผู้กู้ทราบภายใน 5-10 วัน) 
    หลักเกณฑ์โดยทั่วไปในการพิจารณาเงินกู้ของสถาบันการเงินต่างๆ จะคล้ายกัน คือ ดูจากความ สามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ของผู้กู้เอง (เงินรายได้) ว่าสามารถที่จะชำระหนี้ได้ตลอดระยะ เวลากู้หรือไม่ และจากหลักทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาเป็นหลักประกัน ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ 
    ก็สามารถบังคับเอาจากหลักประกันได้

    เมื่อผู้กู้ได้รับแจ้งจากธนาคารว่าได้อนุมัติกู้แล้ว ผู้กู้จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เพื่อมา ลงนามในสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง พร้อมทั้งนัดวันไปทำ นิติกรรมจำนองที่สำนักงานที่ดิน 

    ในกรณีที่ นัดวันแล้ว หากมีเหตุจำเป็นไม่อาจจะไปดำเนินการตามวันที่นัดไว้ได้ ผู้กู้ก็สามารถ แจ้งเลื่อนนัด และขอนัดวันทำสัญญากับธนาคารใหม่ได้ โดยในวันจดทะเบียนจำนองที่สำนัก งานที่ดิน ผู้กู้ ผู้ขาย และเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินจะไปพร้อมกันที่สำนักงานที่ดิน ที่หลัก ทรัพย์ตั้งอยู่ในเขต และผู้กู้จะต้องเตรียมเงินค่าจดจำนองจำนวน 0.1% ของวงเงินกู้ และค่าธรรม เนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ 2% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินของกรมที่ดิน (โดยทั่วไปผู้ขาย มักจะเป็นผู้จ่าย ยกเว้นจะมีการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย) จากนั้นผู้กู้ก็จะต้องมีภาระใน การผ่อนชำระเงินงวดทุกเดือน ภายในเวลาที่กำหนด เช่น ก่อนวันสิ้นเดือน ทั้งนี้อาจชำระเป็นเงิน สด หรือให้ธนาคารหักจากบัญชีเงินฝากของตนก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง 

    นอกจากนี้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายอีกส่วนที่ผู้กู้ไม่ควรมองข้าม คือค่าปรับต่างๆ เช่น กรณีที่ผู้กู้ต้อง ต้องการไถ่ถอนคืนก่อนครบเวลาตามสัญญากู้ สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะคิดค่าปรับกับผู้กู้ใน กรณีที่มีการชำระคืนในระยะแรก โดยกำหนดภายใน 2-3 ปีแรกนับจากวันที่ทำสัญญากู้ หาก ชำระหมดหลังจากนั้น ก็ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ ซึ่งค่าเบี้ยปรับนี้ ธนาคารจะคิดไม่เหมือนกัน โดยทั่ว ไป ธนาคารพาณิชย์จะคิดประมาณ ร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ เช่น กู้เงิน 700,000 บาท หากต้อง การชำระหนี้หมดภายใน 3 ปี จะต้องเสียเบี้ยปรับจำนวน 14,000 บาท 



    ขอขอบคุณข้อมูล
    ที่มา : http://www.home.co.th 

    กู้ซื้อบ้านมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

    ค่าใช้จ่ายในการกู้ซื้อบ้าน 

    ในการขอสินเชื่อแต่ละครั้งของผู้กู้ นอกจากดอกเบี้ยที่เป็นค่าใช้จ่ายหลักแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องถือเป็นต้นทุนในการกู้ด้วย คือ ค่าธรรมเนียมต่างๆ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ ต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงิน และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับกรมที่ดิน ดังนี้ 


    ส่วนที่จ่ายให้กับสถาบันการเงิน ประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมแรกเข้าหรือค่าธรรม เนียมยื่นกู้ อัตราสูงสุดที่ธนาคารคิดกันในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 0-1% ของวงเงินที่ขอกู้,ค่า ประเมินราคาหลักทรัพย์ อยู่ระหว่าง 0-0.5% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน,ค่าธรรมประกัน อัคคีภัยประมาณ 2,000 บาท ต่อมูลค่าบ้าน 1 ล้านบาท และค่าปรับที่จะต้องจ่ายให้กับสถาบัน การเงินเดิม กรณีไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด 3-5 ปี (ตามแต่ละธนาคารกำหนด) 

    จ่ายให้กับกรมที่ดิน 
    ประกอบด้วยค่าธรรมเนียมการจดจำนอง 1% ของวงเงินที่ขอกู้, ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน,ค่าอากร จำนวน 0.05% ของวงเงินกู้ ใหม่และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตามระเบียบของกรมที่ดิน (หลักร้อยบาท) 
    ในจำนวนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ค่าจัดการสินเชื่อหรือค่าธรรมเนียมแรกเข้า เป็นตัวแปรที่มี ผลต่อการกู้มากที่สุด เพราะเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูง และแต่ละธนาคารกำหนดค่าใช้จ่าย ส่วนนี้ไม่เท่ากัน บางรายคิดที่ 0.75% บางรายคิด 0.25% หรือบางรายใจป้ำ ไม่คิดค่าธรรมเนียม ส่วนนี้ก็มี 
    หรือบางรายคิดเป็นตัวเลขกลมๆ ตามสัดส่วนของวงเงินกู้ เช่น วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดค่า ธรรมเนียม 500 บาท หรือวงเงินกู้เกิน 3 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 1,500 บาท ถ้าเปรียบเทียบ ค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนนี้โดยกำหนดวงเงินกู้ที่ 1,000,000 บาท การกู้โดยไม่มีค่ากู้กับการจ่ายค่ากู้ เต็ม 10,000 บาท ใครก็ย่อมเลือกอย่างแรก 

    เพราะฉะนั้นผู้กู้ที่เห็นดอกเบี้ยถูกแล้วรีบคว้าโดยไม่สอบถามค่าใช้จ่ายก่อนรู้ตัวก็ต่อเมื่อจะเซ็น สัญญากู้ ก็อาจลมจับเอาได้เมื่อเห็นจำนวนเงินที่จะต้องจ่าย ถึงแม้ขณะนี้ธนาคารบางแห่งจะมี การยกเว้นค่าธรรมเนียมบางอย่างให้กับลูกค้า ก็ต้องสอบถามให้แน่ใจว่าที่ยกเว้นมีอะไรบ้านเป็น จำนวนเงินเท่าไหร่ กันไว้ดีกว่าที่จะต้องวิ่งหัวหมุนหาเงินมาจ่าย



    ขอขอบคุณข้อมูล

    ที่มา : http://www.home.co.th 

    หลักการออกแบบจัดวางพื้นที่ใช้สอยในบ้าน


    การจัดวางผังห้องนั้นไม่ได้คำนึงแค่ความสวยงามหรือการใช้งานเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึง แต่หลาย ๆ คนอาจจะลืมไปก็คือการจัดวางห้องโดยการคำนึงถึงทิศทางของแสงและลม เพราะปัจจัยนี้นี่แหละที่ช่วยให้คุณประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากขึ้น
    ดวงอาทิตย์มีช่วงเวลาที่จะโคจรอ้อมใต้ถึง 9 เดือนนั่นทำให้บ้านจะรับความร้อนจัดจ้านมากทางทิศตะวันตกและทิศใต้ ห้องที่ต้องการเลี่ยงความร้อนของแดดในยามบ่ายจึงต้องอพยพให้ไปอยู่ฝั่งเหนือหรือฝั่งตะวันออกซะให้หมดเพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากนัก
    ส่วนลมนั้น ประมาณเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ทิศที่ได้รับความเย็นโชยมามากที่สุดคือทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนทิศเหนือหรือตะวันออกเฉียงเหนือจะฉ่ำชื่นด้วยลมโชยกันในเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ นั่นเป็นทิศทางของลมทางทฤษฎีว่าไว้
    แต่ในเมืองที่แออัด ลมจะพัดไปทุกทิศทุกทาง จึงควรหันมาเน้นการเปิดช่องลมทางทิศเหนือและใต้จะดีกว่า…แต่ต้องระวังอย่าให้มีการทับตำแหน่งกันเอง ย้ายเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งบ้านออกจากช่องลมด้วย พอรู้ธรรมชาติ 2 อย่างนี้แล้วก็ลองไปสำรวจดูว่าจวางห้องไหนไว้อย่างไรบ้าง?


    ห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่น
    เป็นห้องที่ต้องการความสบาย ๆ ใช้งานมากในวันหยุดและใช้เกือบตลอดช่วงกลางวัน ตำแหน่งที่เหมาะสมในบ้านจึงควรวางไว้ที่ทิศเหนือ, ตะวันออกหรือตะวันออกเฉียงเหนือจะดีที่สุดและถ้าได้ช่องลมด้วยรับรองว่าห้องนี้น่า “นั่งเล่น” และน่า “รับแขก” เหมือนชื่อห้องแน่ ๆ

    ห้องอาหาร 
    เป็นห้องที่ใช้งานช่วงสั้น ๆ จึงควรจัดวางไว้ที่ทิศตะวันออก, ตะวันออกเฉียงเหนือหรือเฉียงใต้ แต่ถ้ามั่นใจว่าใช้ช่วงเช้าตรู่และหัวค่ำก็สามารถย้ายไปลงทิศใต้หรือตะวันตกก็ได้เพราะตอนเช้าแดดยังไม่ถึง ส่วนหัวค่ำแดดก็หมดแล้ว…อย่าลืมเล็งหาช่องลมเพื่อระบายความร้อนที่สะสมในช่วงบ่ายด้วยถ้าคุณคิดจะวางลงทิศตะวันตก

    ห้องครัว 
    เป็นห้องที่สะสมความร้อนมากที่สุด จะอย่างไรก็ตามแต่ ห้องนี้ต้องจัดลงทางปลายลมเท่านั้น เพื่อไม่ให้ลมพัดกลิ่นและความร้อนไปยังห้องอื่น เช่น ทิศตะวันตกหรือใต้เพื่อใช้เป็นห้องที่กันความร้อนให้ห้องอื่นด้วยและเพื่อรับความร้อนมาฆ่าเชื้อโรคด้วย…แต่สิ่งที่เน้นที่สุดก็คือการระบายอากาศของห้อง

    ห้องน้ำ 
    เป็นห้องที่มีความชื้นสูง ยังไม่คิดถึงว่าถ้าออกแบบไม่ดีจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นด้วย ตำแหน่งที่เหมาะสมควรจะไปลงที่ทิศใต้, ตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงใต้เพื่อจะได้มีแสงสว่างและกันความร้อนให้ห้องอื่น ที่สำคัญคือต้องมีการระบายอากาศ ดูทิศทางลมให้ดีด้วย


    ห้องทำงาน 
    เป็นห้องที่ต้องคำนึงถึงแสงธรรมชาติ ถ้าจะใช้งานในตอนกลางวันก็ให้ลงทิศเหนือหรือตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ถ้าเป็นตอนเย็นย่ำค่ำสนธยาก็โน่นเลยทิศตะวันออกหรือตะวันออกเฉียงใต้ อย่าลืมหาตำแหน่งดี ๆ ให้ลมโชยแผ่ว ๆ พอคลายเครียดด้วย บรรยากาศจะได้น่นั่งทำงาน

    ห้องนอน 
    เป็นห้องที่สำคัญห้องหนึ่งจึงต้องพิถีพิถันในการจัดวางหน่อย การระบายอากาศควรมีอย่างน้อย 2 ด้านและวางหลบแดดช่วงบ่ายด้วย เพราะถ้าคุณวางไว้ทิศที่รับแดดบ่ายมาตลอด 4-5 ชั่วโมง คืนนั้นคุณจะร้อนจนนอนไม่หลับทีเดียว ทิศที่เหมาะสมคือทิศเหนือ, ตะวันออก, ตะวันออกเฉียงเหนือหรือเฉียงใต้

    ที่จอดรถ 
    ใครคิดว่าไม่สำคัญวางไว้ทิศทางไหนก็ได้ ไม่จริงหรอก ควรจัดลงในตำแหน่งที่ร้อนของบ้านเอาไว้เพื่อเป็นตัวกันความร้อนก่อนจะเข้าไปแผดเผาคนในบ้าน แต่ต้องมีการระบายความร้อนที่ดี ไม่เช่นนั้นทั้งกลิ่นทั้งความร้อนจะสะสมและแผ่รังสีเข้าไปในตัวบ้านได้อยู่ดี

    นี่คงเป็นแค่แนวคิดในการจัดวางห้องโดยคำนึงถึงธรรมชาติมากที่สุดเพื่อจะให้บ้านของคุณสามารถรับทั้งแสงสว่างและลมได้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อเป็นการประหยัดค่าไฟฟ้าให้คุณด้วย


    ขอบคุณ สาระดีๆ จาก Home and i

    ระบบปรับอากาศ – ระบายอากาศ

    หน้าร้อนทีไร ทำไมแอร์ไม่เย็น

    · เมื่ออากาศร้อน เครื่องปรับอากาศจะมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนลดลง
    · ภาระการทำความเย็นในหน้าร้อนเพิ่มขึ้น

    ในหน้าร้อน และวันที่อากาศร้อนสูงเกิน 40 องศา และแอร์เย็นน้อยลงบ้าง(อยู่ที 26 องศา)เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าร้อนขนาดนี้แล้ว แอร์ยังเย็นเจี๊ยบ(23 องศา)แสดงว่า ในวันที่อุณหภูมิปกติคือ 30-35 องศา แอร์อาจจะใหญ่เกินไปด้วยซ้ำ และอาจจะกินไฟมากเกินไป

    จะทำให้แอรืในหน้าร้อน เย็นขึ้นได้อย่างไร

    เคยได้ยินโครงการ”ล้างแอร์ช่วยชาติ”ไหม การล้างแอร์ช่วยให้ การไหลเวียนของอากาศดีขึ้น แผงคอยล์สะอาด ทำให้การถ่ายเทความร้อนดี จะช่วยให้ได้ความเย็นมากขึ้น อาจจะถึง 10-15% เชียวนะ การล้างแอร์ยังช่วยลดเชื้อโรคที่หมักหมม เป็นผลดีกับสุขภาพด้วย

    แผงคอยล์ร้อนที่เครื่องระบายความร้อน มักจะมีฝุ่นหรือผงดินจับ โดยเฉพาะเมื่อตั้งกับพื้นดิน จึงควรทำความสะอาดด้วยการฉีดน้ำ รดน้ำต้นไม้แล้วฉีดน้ำล้างแผงคอยล์ด้วยนะ แต่ระวังอย่าไปฉีดส่วนที่เป็นกล่องไฟฟ้า ฉีดล้างเฉพาะที่แผงคอยล์ก็พอ

    หากยังรู้สึกว่าแอร์เย็นไม่พอ ใช้พัดลมเสริม ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ประหยัดไฟดี ไม่จำเป็นต้องติดแอร์ใหญ่เข้าไว้ก่อน เพราะเจอค่าไฟแพงแล้วจะรู้สึก

    อุณหภูมิของห้องปรับอากาศที่เหมาะสม ควรจะเป็นเท่าไร

    อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับห้องปรับอากาศ โดยทั่วไปควรจะเป็นประมาณ 25 องศา หรือสำหรับห้องนอนเมื่อใช้งานในตอนกลางคืน ควรจะเป็นประมาณ 26 องศา เพราะในขณะที่นอน การทำงานของร่างกายจะลดลง และไม่ควรใช้ผ้าห่มที่เป็นผ้านวมหนาๆ เพราะจะทำให้ต้องปรับอากาศที่อุณหภูมิต่ำเกินจำเป็น สุดท้ายก็เปลืองไฟอีกนั้นแหละ

    แอร์ฝังดีไหม

    สำหรับบ้านเศรษฐี สถาปนิกมักจะออกแบบให้แอร์ฝัง เพื่อให้สวยงาม โดยหารู้ไม่ว่า เป็นการสร้างปัญหาให้กับการปรับอากาศ และเจ้าของบ้านในอนาคต

    แอร์ฝัง ติดตั้งยาก ล้างยาก ฝ้าเพดานที่ฝังรั่วทำให้แอร์รั่ว ฝ้าเพดานร้อนทำให้แอร์ไม่เย็น สกปรกทำให้เกิดเชื้อโรค และทำให้เจ้าของบ้านเป็นโรคภูมิแพ้

    แอร์สมัยนี้ ออกแบบมาสวยตั้งหลายแบบ ติดแอร์ตามที่เขาผลิตมา ดีที่สุด

    พัดลมระบายอากาศมีไว้ทำไม

    พัดลมระบายอากาศ ส่วนใหญ่ผลิตมาสำหรับใช้กับห้องน้ำ ห้องครัว และติดตั้งกับผนังหรือเพดาน ในกรณีที่มีความจำเป็นที่ต้องมีการระบายอากาศเสีย หรือกลิ่นเหม็น ห้องน้ำที่ติดกับผนังนอกอาคาร หากเปิดหน้าต่างได้ก็ไม่ต้องใช้พัดลม จะได้ไม่เปลืองไฟ และพัดลมพวกนี้ ถ้าใช้งานต่อเนื่องตลอดเวลา ส่วนใหญ่ไม่ถึง 5 ปีก็เสียแล้ว

    ห้องปรับอากาศทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมีพัดลมระบายอากาศ เพราะจะทำให้ห้องชื้น มีฝุ่นมาก และเปลืองแอร์ 

    ประตูห้องน้ำ ควรเป็นบานเกล็ดหรือเปล่า

    ถ้ามีการถามว่า ประตูห้องน้ำทำไมต้องเป็นบานเกล็ด มักจะพบว่าไม่มีใครตอบเหตุผลที่ชัดเจนได้ เป็นการทำตามความเคยชินซะมากกว่า

    สมัยก่อน ห้องน้ำอยู่ต่างหากจากบ้าน การทำช่องระบายอากาศจึงมีเหตุผล แต่ในปัจจุบันห้องน้ำมักจะอยู่ในบ้าน พอประตูมีเกล็ดระบายอากาศ กลิ่นและความชื้นจากห้องน้ำจึงระบายเข้ามาในบ้าน แถมความเป็นส่วนตัวยังหายไปด้วย

    ห้องน้ำควรจัดให้มีการระบายอากาศออกนอกบ้าน ถ้าทำได้อย่างนี้ ประตูห้องน้ำ ควรจะเป็นบานทึบครับ 

    แอร์เบอร์ 5 ดีอย่างไร

    แอร์เบอร์ 5 คือแอร์ที่ผ่านการรับรองแล้วว่ากินไฟน้อย หรือมีค่า EER 10.6 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ ทำให้ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อเครื่องแอร์ที่กินไฟน้อย ในปัจจุบัน ผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็มีแอร์เบอร์ 5 ให้เลือกซื้อหลายรุ่น บางรายไปถึงแอร์เบอร์ 6 ก็มี ในอนาคต เครื่องแอร์ที่ขายในท้องตลาดจะต้องเป็นแอร์เบอร์ 4 หรือมีค่า EER 9.6 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ เป็นอย่างน้อย 

    ห้องนอนขนาด 20 ตารางเมตร ใช้แอร์ขนาดไหนดี

    โดยทั่วไป ควรจะใช้ขนาดไม่เกิน 1 ตันความเย็นหรือ 12000 บีทียู/ชั่วโมง การที่ใช้เครื่องที่โตเกินไป นอกจากจะกินไฟแล้ว ความเย็นยังไม่สม่ำเสมอด้วย เพราะเครื่องจะตัดต่อบ่อย และความชื้นในห้องจะสูง 

    การเลือกเครื่องแอร์สำหรับห้องนอน ควรให้ความสำคัญกับการใช้งานในตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน เพราะส่วนใหญ่เราใช้งานตอนกลางคืน เพื่อให้เครื่องมีขนาดพอดี ทำให้อุณหภูมิและความชื้นในขณะนอนพอดี เราก็หลับสบาย

    หากห้องนอนขนาดนี้ ใช้แอร์ 1 ตันความเย็นแล้ว ไม่เย็นเลย สงสัยต้องไปตรวจสอบแล้วหละว่า ว่าควรจะป้องกันความร้อนและทำฉนวนป้องกันความร้อนอย่างไร

    แอร์ที่มีเครื่องฟอกอากาศในตัวดีหรือเปล่า

    การแข่งขันในตลาดเครื่องปรับอากาศนั้นสูงมาก ผู้ผลิตยี่ห้อต่างๆจึงต้องงัดเอากลยุทธใหม่ๆ ออกมานำเสนอให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยนี้ ประชาชนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศจึงจับจุดเครื่องฟอกอากาศนี้มาเป็นจุดขาย เพราะไปเห็นสถิติว่าเครื่องฟอกอากาศขายดี เลยเอาเครื่องฟอกอากาศมาบวกกับแอร์เสียเลย

    เรื่องนี้ ในฐานะผู้ซื้ออย่าไปซีเรียสมาก คิดว่าอีกซักพัก คงจะซาลงไปเอง เหมือนเรื่องเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ที่ใช้ไปสักพัก ก็ใช้ไม่ได้ และไม่เห็นข้อแตกต่างทางด้านสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างไร 

    อลูมิเนียมฟอยล์ช่วยป้องกันความร้อนได้จริงหรือไม่

    การติดตั้งอลูมิเนียมฟอยล์ใต้กะเบื้องซีเพค ช่วยลดความร้อนได้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากการสะท้อนความร้อน และการที่เกิดช่อว่างอากาศระหว่างแผ่นฟอยล์และแผ่นกระเบื้อง โดยยังได้อานิสงในการลดปัญหาหลังคารั่ว เนื่องจากแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์กันน้ำ

    อย่างไรก็ตาม การป้องกันความร้อนจากหลังคาที่ดีที่สุดคือการใช้ฉนวนใยแก้วที่หุ้มด้วยอลูมิเนียมฟอยล์หนาสัก 3 นิ้วติดตั้งที่ฝ้าเพดาน อย่างนี้ ชัวร์กว่าเยอะครับ

    แอร์นอกกับแอร์ที่ผลิตในประเทศ อย่างไหนดีกว่ากัน

    โปรดทราบว่า เครื่องแอร์ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาดไม่ว่าจะมียี่ห้อเป็นญี่ปุ่น หรืออเมริกัน ล้วนแล้วแต่ผลิตในประเทศทั้งสิ้น ยี่ห้อเป็นญี่ปุ่นบางยี่ห้อ ไม่มีในญี่ปุ่นครับ มีแต่ในประเทศไทย ยี่ห้ออเมริกันบางยี่ห้อ ในอมริกาก็ไม่มีแล้ว มีแต่ในประเทศไทยครับ ในปัจจุบัน ประเทศไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศหลายหมื่นล้านบาทต่อปี 

    แอร์ไทยดี และมีมาตรฐานสูง สนับสนุนแอร์ไทยกันเถอะครับ

    คอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่ดีอย่างไร

    แอร์ทุกเครื่องมีคอมเพรสเซอร์ในตัว สมัยก่อน คอมเพรสเซอร์มีแต่ชนิดลูกสูบ แต่ในปัจจุบัน มีชนิดโรตารี่ และสครอล โดยทั่วไป คอมเพรสเซอร์ชนิดโรตารี่จะเดินเงียบและกินไฟน้อยกว่า จึงได้รับความนิยมมากขึ้น แต่จะมีขนาดจำกัด ส่วนสครอลเป็นคอมเพรสเซอร์รุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม และมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น

    คอมเพรสเซอร์รุ่นใหม่ๆยังมักจะออกแบบให้ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ปรับรอบหรืออินเวอร์เตอร์ด้วย

    แอร์ที่ใช้อินเวอร์เตอร์ดีอย่างไร

    สมัยก่อน การทำงานของคอมเพรสเซอร์ ควบคุมด้วยเทอร์โมสตัทที่จะสั่งให้คอมเพรสเซอร์ตัดหรือต่อ การทำงานในลักษณะนี้ ทำให้ช่วงการควบคุมอุณหภูมิอยู่ในช่วงประมาณ 2 องศา และการตัดหรือต่อของคอมเพรสเซอร์เกิดการกระชากของไฟ ดังนั้น จึงเกิดเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่าอินเวอร์เตอร์ ที่ควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์โดยการปรับรอบของคอมเพรสเซอร์ ทำให้การควบคุมอุณหภูมิสม่ำเสมอขึ้น และไม่เกิดไฟกระชาก ทำให้ประหยัดไฟ

    สกว ได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาสร้างระบบอินเวอร์เตอร์ในประเทศไทยด้วย เพื่อให้เราสามารถพึ่งตนเองได้ 

    เครื่องฟอกอากาศดีหรือไม่

    เครื่องฟอกอากาศ มีประโยชน์ในการลดฝุ่นละอองอันเป็นสาเหตุของการสะสมเชื้อโรค กลิ่น อันเป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้ เนื่องจากมลภาวะในอากาศสูงขึ้น โดยเฉพาะในเมือง เครื่องฟอกอากาศจึงมีความจำเป็นมากขึ้นสำหรับที่อยู่อาศัยในเมืองที่มีสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ

    อย่างไรก็ตาม เครื่องฟอกอากาศมีข้อจำกัดที่ขนาดของพื้นที่ใช้งาน และจะต้องหมั่นเปลี่ยนแผงกรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ

    ควรทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศบ่อยแค่ไหน

    การทำความสะอาดแผงกรองอากาศ ควรทำเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเอง และควรล้างแผงคอยล์เป็นประจำอย่างน้อยทุก 6 เดือน จะทำให้แอร์เย็น กินไฟน้อย และไม่เป็นที่หมักหมมของเชื้อโรค

    แอร์พัดลมน้ำดีหรือไม่

    บางครั้ง เวลาเราไปเดินชมสินค้าตามงานโฮม โชว์ จะเห็นคนขายพัดลมน้ำ เวลาเดินผ่านก็รู้สึกเย็นดี ราคาก็ถูก น่าใช้

    พัดลมน้ำพวกนี้ไม่น่าใช้ครับ ที่เรารู้สึกเย็นในงานโฮม โชว์ เพราะในงานติดแอร์อยู่แล้ว พัดลมน้ำ เมื่อนำมาใช้ในบ้าน จะทำให้บ้านชื้น ดีไม่ดี เชื้อราจะตามมาอีกด้วย

    ระวังอย่าให้แอร์เป่าโดนตัวโดยตรง

    ลมที่เป่าออกจากหน้ากากแอร์ โดยปกติจะมีอุณหภูมิ 12-13 องศา ซึ่งเป็นลมเย็นจัด จึงไม่ควรให้เป่าโดนตัวโดยตรง จะไม่สบายเอาง่ายๆ การออกแบบระบบแอร์ที่ดี หน้ากากแอร์จะเป่าลมเย็นให้ผสมกับอากาศในห้องก่อนจึงจะกระทบตัวคน

    ระวังละอองน้ำจาก Cooling Tower

    ละอองน้ำจาก Cooling Tower ที่ใช้ในระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ จะมีแบกทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า”ลีเจียแนร่า”ซึ่งทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ หากถึงขั้นรุนแรง ก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงควรระมัดระวัง และไม่ควรเข้าใกล้ หรือหายใจละอองน้ำนี้เข้าไป วิศวกรจะต้องระวังในการติดตั้ง เพื่อไม่ให้ละอองน้ำเข้าสู่อาคารได้
    โดย......นายเกชา ธีระโกเมน อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สภาวิศวกร 

    ปูนซีเมนต์ใช้ก่อสร้างบ้าน

    ประเภทของปูนซีเมนต์
         ปูนซีเมนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะผลิตตามมาตรฐานของ อเมริกา(ASTM C. 150) และของอังกฤษ(British Standard ; B.S.) ซึ่งตามมาตรฐาน มอก. 15 ของไทยได้แบ่งปูนซีเมนต์ออกเป็น 5 ประเภท คือ
         1. ประเภท 1 (Normal Portland Cement)เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา เหมาะกับงานก่อสร้างคอนกรีตทั่วๆ ไปที่
    ไม่ต้องการคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติม เช่น คาน เสา พื้น ถนน ค.ส.ล. เป็นต้น แต่ไม่เหมาะกับงานที่ต้องสัมผัสกับเกลือซัลเฟต
    ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ที่มีจำหน่ายได้แก่ ตราช้าง เพชร(เม็ดเดียว) พญานาคเขียว TPI(แดง) ภูเขา และดาวเทียม
         2. ประเภท 2 (Modified Portland Cement)เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ดัดแปลงเพื่อให้สามารถต้านทานเกลือซัลเฟตได้
    ปานกลาง และจะเกิดความร้อนปานกลางในช่วงหล่อ เหมาะกับงานโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น ตอม่อ สะพาน ท่าเทียบเรือ เขื่อน
    เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ที่เคยมีจำหน่ายได้แก่ ตราพญานาคเจ็ดเศียร (ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว)
         3. ประเภท 3 (High-early Strength Portland Cement) เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ที่สามารถให้กำลังได้รวดเร็วใน
    เวลาอันสั้น หลังจากเทแล้วสามารถใช้งานได้ภายใน 3-7 วัน เหมาะกับงานที่เร่งด่วน เช่น คอนกรีตอัดแรง เสาเข็ม พื้นถนนที่จราจร
    คับคั่ง เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ที่มีจำหน่ายได้แก่ ตราเอราวัณ สามเพชร TPI(ดำ) และพญานาคแดง
         4. ประเภท 4 (Low-heat Portland Cement)เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ชนิดพิเศษที่มีอัตราความร้อนต่ำกำลังของ
    คอนกรีตจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งส่งผลดีทำให้การขยายตัวน้อยช่วยลดการแตกร้าว เหมาะกับงานสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ปูนซีเมนต์
    ประเภทนี้ในประเทศไทยยังไม่มีการผลิตจำหน่าย
         5. ประเภท 5 (Sulfate-resistant Portland Cement) เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ที่ทนต่อเกลือซัลเฟตได้สูงเหมาะกับ
    งานก่อสร้างบริเวณดินเค็ม หรือใกล้กับทะเล ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ที่มีจำหน่ายได้แก่ ตราปลาฉลาม TPI(ฟ้า) และตราช้าง
    ฟ้า(ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว)
    นอกจากปูนซีเมนต์ทั้ง 5 ประเภทแล้ว ยังมีปูนซีเมนต์ที่ผลิตขึ้นมาโดยดัดแปลงเพื่อให้เหมาะกับงาน และราคาถูกลง ที่มี
    จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปได้แก่
         - ปูนซีเมนต์ผสม(Mixed Cement)เป็นการนำปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 ผสมกับทรายหรือหินบดละเอียด ประมาณ
    25-30% ซึ่งทำให้ง่ายต่อการใช้งาน ลดการแตกร้าว เหมาะกับงานก่ออิฐ ฉาบปูน ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ที่มีจำหน่ายได้แก่
    ตราเสือ งูเห่า นกอินทรีย์ TPI(เขียว)
         - ปูนซีเมนต์ขาว(White Portland Cement)เป็นปูนซีเมนต์ที่มีส่วนผสมหลัก คือ หินปูนและวัตถุดิบอื่นๆที่มีปริมาณของ
    แร่เหล็กน้อยกว่า 1% ลักษณะของผงสีปูนที่ได้จะเป็นสีขาว สามารถผสมกับสีฝุ่นเพื่อทำให้เป็นปูนซีเมนต์สีต่างๆ ตามต้องการ จึง
    นิยมใช้ในงานตกแต่งต่าง ๆ เพื่อความสวยงาม ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ที่ผลิตในประเทศไทย ได้แก่ ตราช้างเผือก ตราเสือเผือก
    และ ตรามังกร
         จากการทดสอบเปรียบเทียบหากำลังอัดของปูนซีเมนต์ ทั้ง 5 ประเภท ในสภาพปัจจัยเดียวกัน ที่อายุคอนกรีต 1 , 7 , 28 และ
    90 วัน ตามลำดับโดยกำหนดให้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 เป็นตัวเปรียบเทียบที่ 100 % ผลที่ได้ดังตาราง
    เปรียบเทียบกำลังอัดของปูนซีเมนต์ ทั้ง 5 ประเภท
    ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
    กำลังอัดเป็นเปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับประเภท 1
    1 วัน
    7 วัน
    28 วัน
    90 วัน
    ประเภท 1
    100
    100
    100
    100
    ประเภท 2
    75
    85
    90
    100
    ประเภท 3
    190
    120
    110
    100
    ประเภท 4
    55
    55
    75
    100
    ประเภท 5
    65
    75
    85
    100
         จากข้อมูลข้างต้นผู้อ่านคงจะได้ทราบถึงประวัติและประเภทของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์เพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อถึงเวลาต้องใช้
    ปูนซีเมนต์ในการก่อสร้าง ก็หวังว่าข้อมูลจากบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเป็นอย่างดี
    ที่มา:http://blog.eduzones.com

    รับออกแบบอาคารตามหลักฮวงจุ้ย โทร 0867431141