การเลือกใช้หน้าต่างและประตูบ้าน

ประเภทของหน้าต่าง
หน้าต่างที่เรารู้จักกันก็มี
- บานเปิด เมื่อเปิดแล้วจะได้ช่องหน้าต่างเต็มที่ แต่ กินพื้นที่ด้านนอกบ้าน
- บานเลื่อน เมื่อเปิดแล้วจะได้ช่องหน้าต่างเพียงครึ่ง เดียว แต่ไม่กินพื้นที่ด้านนอก แต่ฝนสาดได้
- บานกระทุ้ง การรับลมอาจได้ไม่เต็มที่ แต่เมื่อเปิด แล้วตัวบานจะทำหน้าที่เป็นกันสาดในตัว
- บานพลิก เมื่อเปิดแล้วจะได้ช่องเปิดเต็มที่ สามารถ ทำความสะอาดได้สะดวก แต่กินพื้นที่ทั้งข้างในและข้างนอก

หน้าต่างบานเกล็ด
การทำหน้าต่างบานเกล็ดควรคำนึงถึง
1. ไม่ควรทำช่องหน้าต่างมีขนาดกว้างมาก ไม่ว่าบานเกล็ด จะทำด้วยวัสดุชนิดใดก็ตาม ไม้ อลูมิเนียม หรือกระจก เพราะจะ แอนตัว บิดงอ และแตกง่าย แต่ถ้าจะใช้วัสดุให้มีขนาดหนาขึ้น ก็ ทำให้มีน้ำหนักมาก อุปกรณ์ที่ใช้
เปิดปิดจะทำงานหนักและเสียเร็ว
2. หน้าต่างบานเกล็ดกันฝนไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีบังใบ ถ้าฝนสาดแรงๆ น้ำฝนจะตีย้อนเข้ามาภายในบ้านได้ วิธีแก้โดย ให้มีรอยซ้อนกันของเกล็ดให้มากๆ
3. หน้าต่างบานเกล็ดเสี่ยงภัยต่อขโมยเข้าบ้านมาก เพราะ เพียงแค่ง้างอลูมิเนียมที่ยึดติดบานเกล็ดออก ก็สามารถดึงบาน ออกมาได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องติดจริงๆ ก็สมควรต้องติดเหล็ก ดัดกันขโมยด้วย

ประตูไม้จริง
ข้อดี คือ มีความทนทาน แข็งแรง สวยงาม โดย เฉพาะไม้สัก และไม้มะค่า สามารถใช้กับประตูที่เปิดออก สู่ภายนอกซึ่งโดนฝนได้
ข้อเสีย คือ ราคาค่อนข้างแพง มีน้ำหนักมากกว่า มีขนาดให้เลือกไม่มากนัก ถ้าต้องการแบบเฉพาะอาจต้อง สั่งทำ
ประตูไม้อัด
ข้อดี คือ ราคาถูก น้ำหนักเบา มีขนาดมาตรฐาน มากมาย ควรใช้เฉพาะภายในบ้าน
ข้อเสีย คือ ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สามารถใช้ในส่วนที่ โดนน้ำได้ โดยเฉพาะในห้องน้ำ หรือส่วนที่เปิดออกไปภาย นอก ซึ่งจะโดนฝนตลอด
ประเภทของประตูไม้อัด
ประตูไม้อัดที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดแรก คือ ประตูไม้อัดธรรมดา ใช้กับประตูห้องทั่วไป ชนิดที่สอง คือ ประตูไม้อัดทนความชื้น ซึ่งจะใช้กับส่วนที่โดนน้ำเป็นบางครั้ง เช่น ห้องน้ำส่วนที่แห้ง ประตู
ที่เปิดออกสู่ภายนอกบ้านที่โดนฝนไม่มาก แต่ถ้าโดนน้ำ ทุกๆ วัน ก็จะผุได้

ประตูไม้สังเคราะห์
ปัจจุบันไม้เป็นวัสดุก่อสร้างที่หายาก ราคาแพง จึง ได้มีการผลิตประตูไม้สังเคราะห์ขึ้นมา โดยนำเอาเศษไม้ที่ เหลือใช้มาบดย่อยให้เป็นเส้นใยไม้ แล้วนำมาผสมกับเรซิน อัดประสานกันเป็นแผ่นภายใต้แรงดันสูง ทำให้โครงสร้าง ของเนื้อไม้แน่นและแข็งแรงกว่าไม้จริง เนื้อไม้มีคุณสมบัติ ทนทาน ไม่ดูดซึมน้ำ ไม่หลุดล่อน ไม่หดตัว หรือบิดงอ ใช้ได้กับวงกบไม้ทั่วไป มีความสะดวกในการติดตั้ง เจาะ ลูกบิด กลอนประตู มือจับ โช๊คอัพ ได้เหมือนกับประตู ทั่วไป ทั้งยังผ่านการเคลือบสีรองพื้นชนิดพิเศษ ทำให้ง่าย ต่อการย้อมสีตามต้องการ

ประตูเหล็ก
ประตูที่ใช้กันทั่วไปโดยมากจะเป็นบานประตูไม้ ซึ่ง จะมีปัญหา การยืดหดตัว ผุกร่อน ไม่ทนทานเท่าที่ควร ทาง เลือกใหม่ก็คือ การเปลี่ยนมาใช้บานประตูเหล็ก ซึ่งผลิตจาก เหล็กคุณภาพดี ผ่านการอบพ่นสีหลายชั้น ทั้งสีรองพื้นและสี เคลือบผิว จึงมีความสวยงามงามทนทาน โครงประตูภายใน มีทั้งชนิดโครงไม้และโครงเหล็กชุบสังกะสี ทำให้ประตูมีน้ำ หนักเบาเวลาเปิด-ปิด สามารถทำได้สะดวก
สำหรับอุปกรณ์บานพับ กลอน ลูกบิด มือจับ ได้ กำหนดตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้ไว้แล้ว จึงไม่มีปัญหาในการติด ตั้งอุปกรณ์ทั่วไปตามท้องตลาด เหมาะสำหรับประตูที่ต้องเปิด -ปิดบ่อยๆ และมีการกระทบกระแทกอยู่ตลอดเวลา

ประตูห้องน้ำ
สำหรับห้องน้ำที่ใหญ่ ประตูไม่โดนน้ำก็ใช้ประตู ไม้อัดชนิดทนชื้นก็พอแล้ว ส่วนห้องน้ำที่เล็ก เวลาอาบน้ำ น้ำจะโดนประตู ก็ควร ใช้ประตูและวงกบที่เป็น PVC. ซึ่งราคาสูงกว่าประตูไม้อัดทน ชื้น แต่คุ้มค่ากว่า ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ
สำหรับห้องน้ำที่ติดกับห้องแอร์ ควรใช้แบบมีเกล็ด เพื่อสามารถติดพัดลมดูดอากาศได้ ซึ่งจะทำให้ลมเย็นผ่านเข้า มาในห้องน้ำได้อีกด้วย

วงกบ PVC.
วงกบ PVC. ผลิตจากเนื้อ PVC. ที่มีความแข็งแรง ทนทาน ไม่บิดงอ เป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ โครงสร้างภายในจะมีเหล็กเสริม ติดตั้งได้ทั้งผนังไม้ ปูน และโลหะ การเข้ามุมต่างๆ จะใช้ความร้อน สามารถทำให้ประสานกันได้สนิท สวยงาม มีขนาดมาตรฐาน และขนาดตามสั่ง
ชนิดของบานพับ
บานพับแต่ละชนิดแต่ละแบบมีความคงทนแตกต่างกัน บานพับที่มีแหวนเป็นไนล่อน จะทนทานน้อยที่สุด เพราะมีราคา ถูก ส่วนบานพับที่มีแหวนเป็นโลหะ ซึ่งมีทั้งแสตนเลส ทอง เหลือง หรือเหล็ก จะแพงกว่าบานพับที่เป็นแหวนไนล่อน บาน พับแต่ละแบบก็มีสีของวัสดุแตกต่างกัน การจะเลือกใช้สีแบบใด ก็ขึ้นอยู่กับสีของประตู ลูกบิด และรสนิยมของแต่ละคน การติด บานพับควรติดอย่างน้อย 3 ตัวต่อ 1 บาน เพื่อป้องกันบาน ประตูตกด้วย

การเลือกลูกบิดประตู
การเลือกใช้ลูกบิดจะแตกต่างกันตามความเหมาะสม ในการใช้งาน เช่น ห้องสำหรับเปิดผ่านก็ไม่จำเป็นต้องล็อค เรียกว่า PASSAGE DOORS ใช้ในบริเวณห้องที่ต่อเนื่องกัน เช่น ห้องทำงานกับห้องประชุมหรือห้องครัวกับห้อง PANTRY ส่วนห้องน้ำกับห้องนอนจะใช้ลูกบิดชนิด PRIVACY DOORS คือ ชนิดกดล็อคด้านใน ส่วนด้านนอกใช้เหรียญบิด เปิด-ปิด เพื่อคลายล็อคในกรณีฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัย สำหรับผู้ที่ อยู่ภายในห้อง อีกชนิดหนึ่งก็คือ ENTRANCE DOORS ลูกบิดชนิดนี้ใช้กับประตูทั่วไปหรือประตูทางเข้า โดยการกด ล็อคด้านใน ไขกุญแจด้านนอก จะเข้าจากภายนอกต้องไข กุญแจเท่านั้น ส่วนภายในสามารถเปิด-ปิดได้ตลอดเวลา
ปุ่มกันกระแทกประตู
บานประตูโดยทั่วไปจะถูกออกแบบให้เปิดพิงฝาผนัง เพื่อไม่ให้กีดขวางพื้นที่ใช้สอย ดังนั้นการเปิด-ปิดประตูควรจะ มีการป้องกันไม่ให้กระแทกกับผนัง ซึ่งจะทำให้ลูกบิด มือจับ และผนังด้านข้างถูกกระแทก เกิดการเสียหายได้ ถ้าเป็นผนัง เบา เช่น ผนังไม้อัด หรือแผ่นยิบซั่มบอร์ดจะถูกกระแทกเป็น รอยลึก ทางแก้ก็คือ ให้ติดตั้งอุปกรณ์กันกระแทกทุกครั้ง ซึ่ง มีทั้งชนิดปุ่มยางติดกับพื้น หรือชนิดก้ามปูติดกับผนัง หรือถ้ามี งบประมาณพอ ก็ควรติดแบบตั้งค้ำประตู (DOOR CLOSER) ซึ่งจะช่วยบังคับการเปิด-ปิดได้เอง ทำให้สะดวกมากขึ้น

เสาเอ็นทับหลังประตู-หน้าต่าง
เสาเอ็นทับหลัง คือ เสาและคานเล็กๆ ที่รัดรอบขอบ วงกบประตู หน้าต่าง ทำหน้าที่ช่วยรับน้ำหนักผนังก่ออิฐ ดังนั้น เสาเอ็นทับหลังจะต้องเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ถ้าไม่มีเสาเอ็น ทับหลัง วงกบจะแอ่นตัวทำให้การเปิดปิดประตูยากขึ้น และยัง ช่วยป้องกันการยืดหดตัวที่ต่างกันของวงกบไม้กับผนังก่ออิฐ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแตกร้าวได้ ท่านเจ้าของบ้านควร ตรวจดูให้แน่ใจว่า วงกบประตูหน้าต่างทุกบานต้องมีเสาเอ็น ทับหลัง เพราะเมื่อช่างฉาบปูนแล้วจะไม่เห็นส่วนนี้

การหล่อเสาเอ็นทับหลัง
วิธีการทำ คือ ต้องตั้งวงกบก่อน แล้วจึงก่อกำแพงอิฐ เข้ามาหา โดยเว้นช่องให้ได้ขนาดเท่ากับเสาเอ็น แล้วปิดด้วย ไม้แบบ ใส่เหล็กเสริม แล้วจึงเทคอนกรีต วิธีการนี้จะทำให้เสา เอ็นและทับหลังยึดติดกับตัวผนังก่ออิฐได้อย่างสนิท ไม่เกิดร่อง หรือรอยร้าว ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้น้ำรั่วซึมได้

การติดตั้งวงกบอลูมิเนียม
เมื่อวางวงกบอลูมิเนียมบนผนัง จะต้องเว้นช่องว่างไว้ ประมาณ 0.5 ซม. เพื่อให้มีพื้นที่พอที่ซิลิโคนจะเข้าไปอุดรอย ต่อระหว่างอลูมิเนียมกับขอบปูน เพื่อป้องกันการรั่วซึมจากน้ำ ฝน เพราะถ้าติดตั้งโดยไม่เว้นช่องว่างไว้ เนื้อซิลิโคนก็จะไม่ สามารถแทรกตัวเข้าไปในรอยต่อ ผลที่ตามมาก็คือ น้ำฝนก็จะ รั่วซึมเข้ามาภายในบ้าน มีวิธีแก้ไขก็คือ รื้อออกแล้วติดตั้งใหม่ ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก

ซิลิโคน
ซิลิโคนเป็นวัสดุคล้ายเยลลี่ มีความยืดหยุ่น เหนียว ทนต่อแรงดึงได้ดี และกันการรั่วซึมได้ แบ่งออกตามการใช้งาน ได้ 4 ชนิด คือ
ชนิดที่หนึ่ง ใช้เชื่อมกระจกกับกระจก ในกรณีที่เป็น ผนังกระจกไม่มีกรอบ ก็จะใช้แผ่นกระจกชนกัน แล้วอุดด้วย ซิลิโคน ชนิดนี้จะมีความแข็งแรงสูง มีสีใสมองทะลุกระจกได้
ชนิดที่สอง ใช้เชื่อมกระจกกับวัสดุอื่น เช่น กรอบบาน อลูมิเนียม หรือผนังปูนที่แผ่นกระจกไปชน เพื่อป้องกันการ รั่วซึม
ชนิดที่สาม ใช้สำหรับเชื่อมรอยต่อวัสดุที่มีการเคลื่อน ตัวสูง เช่น รอยต่ออาคารหรือรอยต่อของวัสดุที่ต่างชนิดกัน มี การการยืดหดตัวสูง และไม่เท่ากัน เช่น คสล.กับเหล็ก ชนิด นี้ต้องรับน้ำหนักและแรงดึงที่สูง
ชนิดที่สี่ ใช้อุดรอยต่อของแผ่นแกรนิตหรือหินอ่อน ชนิดนี้ต้องไม่มีฤทธิ์เป็นกรด (เพราะหินแกรนิตและหินอ่อนมี ความเป็นด่าง)



แหล่งที่มา : www.alinehomecare.com

เตรียมวางแผนสร้างบ้าน ให้อยู่สบาย-ประหยัดพลังงาน-ค่าใช้จ่าย

การสร้างบ้านที่ดี ควรวางแผนการก่อสร้างให้รัดกุม รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด การสร้างบ้านในปัจจุบันจึงมีการนำเทคนิคการก่อสร้างๆ มาใช้ในการก่อสร้างบ้านให้ประหยัดพลังงานและประหยัดค่าใช้จ่าย

การใช้ฉนวนกันความร้อนรอบๆ ตัวบ้าน ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าในบ้านโดยสร้างเกาะป้องกันความร้อนในส่วนต่างๆ ของตัวบ้าน ดังนี้

1. ติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา
2. พ่นละอองน้ำบนหลังคา เพื่อลดอุณหภูมิหลังคา ทำให้บ้านเย็น
3. ติดตั้งช่องระบายอากาศใต้หลังคา
4. ใช้ผนังที่ออกแบบมาเพื่อกันความร้อนจากภายนอก
5. ใช้พื้นที่ติดฉนวนเพื่อป้องกันความร้อนจากด้านล่าง
6. ใช้กระจกตัดแสง
7. ใช้ประตูที่มีการเสริมฉนวนกันความร้อน

หลักการสร้างบ้านให้เย็น
การจะทำให้บ้านเย็นนั้น จะต้องมีการสร้างเกราะป้องกันความร้อนด้วยฉนวนกันความร้อนรอบๆตัวบ้านก่อน โดยมีวิธีป้องกันความร้อนจากภายนอกในส่วนต่างๆ ของบ้าน ดังนี้

หลังคา ติดตั้งระบบพ่นฝอยละอองน้ำหลังคา ระบบนี้จะมีอุปกรณ์พ่นฝอยละอองน้ำอยู่เหนือหลังคา เมื่อแดดร้อนสามารถเปิดระบบให้พ่นฝอยละอองน้ำ ซึ่งการระเหยของน้ำจะช่วยดูดความร้อนจากแผ่นมุงหลังคาให้เย็นลงได้ทำให้บ้านเย็น ซึ่งมีผู้วิจัยพบว่าจะช่วยลดอุณหภูมิหลังคาจาก 60-65 องศาเซลเชียสได้ถึง 23 องศาเซลเซียส

ช่องใต้หลังคา เพื่อระบายความร้อนจากแผ่นหลังคาออกไปโดยการทำช่องระบายอากาศใต้ชายคา หรือที่จั่วหลังคาหรือติดตั้งเครื่องระบบระบายกาศโดยอาศัยพลังลมที่หลังคา

เลือกสีหลังคา ให้เลือกใช้วัสดุมุงหลังคาที่มีสีขาวหรือสีอ่อน เพราะจะช่วยสะท้อนความร้อนได้มากกว่าสีดำหรือสีเข้มถึง 30-80% หรือเคลือบหลังคาด้วยสีซีรามิกจะช่วยสะท้อนความร้อน ทำให้ลดอุณหภูมิหลังคาจาก 60 องศาเซลเซียส ลงไปถึง 30-40 องศาเซลเซียส แต่การใช้สีซีรามิก จะต้องทำความสะอาดฝุ่นบนหลังคาเสมอ เพื่อคงปริสิทธิภาพการสะท้อนความร้อน แต่ถ้าเลือกใช้กระเบื้องโมเนีย เป็นวัสดุมุงหลังคาแล้ว เจ้าของบ้านไม่ควรทาสีซีรามิกอีก

ฉนวนกันความร้อน ใช้อะลูมิเนียมฟลอยด์มุงใต้หลังคาสามารถสะท้อนความร้อนได้ 90% ช่วยกันความร้อนจากช่องใต้หลังคาสู่อีกห้อง แต่ต้องระวังเรื่องฝุ่นที่จะมาเกาะตามผิวหน้าแผ่นอะลูมิเนียมฟลอยด์ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง เช่น ใยแก้ว เยื่อกระดาษ EPS

พื้น เรามักจะไม่สนใจเรื่องการติดตั้งฉนวนที่พื้น ปกติบ้านจะมีหลายห้อง ห้องบางห้องจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เช่น ห้องนอนชั้นบน ถ้าพื้นห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศไม่มีฉนวน ความเย็นจากห้องที่ปรับอากาศก็จะหนีหายไป ทำให้ห้องไม่เย็นหรือเปลืองค่าไฟฟ้า

ดังนั้น ควรเลือกใช้พื้นเป็นคอนกรีต ที่มีโพรงอากาศอยู่ภายใน เพราะอากาศในที่ปิดล้อมจะมีคุณสมบัติขึ้นเป็นฉนวนที่ดี จึงป้องกันความร้อนผ่านทางพื้นได้ดีกว่าบ้านอื่นทั่วไป หรือปูใต้พื้นด้วยฉนวนก็จะช่วยได้มาก

ผนัง มีส่วนในการนำความร้อนเข้ามาในบ้านได้มาก การเลือกใช้ผนังที่มีการออกแบบเพื่อป้องกันความร้อน จะทำให้บ้านลดการใช้พลังงานได้มากขึ้น เช่น ผนัง Steelcon ที่มีการออกแบบให้มีฉนวนตรงกลางระหว่างชั้นคอนกรีตเสริมเหล็กภายนอก 2 ชั้น มีประสิทธิภาพดีกว่าผนังอิฐมอญ 10 เท่า ดีกว่าอิฐมวลเบา 3 เท่า และยังแข็งแรงกว่า 2-3 เท่า เพราะเป็นผนังชนิดเดียวที่เสริมเหล็ก

ขอบคุณที่มา
www.home.co.th

วิธีเลือกถังเก็บน้ำให้เหมาะสม

การเลือกถังเก็บน้ำ จะพูดถึงเฉพาะ ถังเก็บน้ำแบบสำเร็จรูป ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ถังเก็บน้ำแบบสเตนเลส และถังเก็บน้ำแบบพลาสติกหรือไฟเบอร์กลาส ซึ่งถังเก็บน้ำทั้งสองชนิดนี้ จะมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันออกไป ดังนี้

ถังเก็บน้ำสเตนเลส จะได้เปรียบเรื่องของความแข็งแรงทนทาน ทำความสะอาดง่าย

ส่วนถังพลาสติกหรือไฟเบอร์กลาส จะได้เปรียบเรื่องรูปร่างหน้าตา สีสันที่หลากหลายกว่า และหมดปัญหาเรื่องสนิม

แต่หากจะเลือกถังเก็บน้ำที่ทำจากวัสดุชนิดใดชนิดหนึ่ง แทบจะไม่แตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับความชอบและเงินในกระเป๋า เพราะเดี๋ยวนี้เรื่อง สนิม เรื่องพลาสติกกรอบละลายเสื่อมคุณภาพ ผู้ผลิตได้แก้ไขไปเยอะแล้ว

แต่ถ้าหากจะซื้อมา เก็บน้ำฝนไว้ดื่มน่าจะเลือกแบบสเตนเลสเป็นหลัก จะหมดปัญหาเรื่องกลิ่นปน
ลงในน้ำไปได้ แต่ถ้าเก็บน้ำประปาสำรองไว้ควรใช้ถังพลาสติกหรือไฟเบอร์กลาสจะเหมาะกว่า

เพราะฉะนั้นการเลือกถังเก็บน้ำ เรื่องสำคัญจึงอยู่ที่ การเลือกขนาดและการติดตั้งมากกว่า ซึ่งจากผล
การสำรวจวิจัยของการประปานครหลวง ระบุว่าการใช้น้ำของแต่ละคนเฉลี่ยอยู่ที่ 200 ลิตร/วัน/คน ดังนั้น
หากจะเลือกขนาดถังสำรองน้ำไว้ใช้ควรเลือกให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในบ้าน โดยเอาจำนวนสมาชิก
ในบ้านคูณด้วย 200 ก็จะได้ขนาดถังเก็บน้ำที่เหมาะสมกับบ้านคุณ แต่ถ้าจะให้ดีเอาตัวเลขที่ได้คูณ 2 อีกทีเผื่อฉุกเฉินน้ำไม่ไหล 2 วันติดกัน เผือเวลาที่ต้องการใช้น้ำจำนวนมาก

ส่วนถังเก็บน้ำฝนให้เลือกขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่พื้นที่จะอำนวย เพราะน้ำฝนต้องมีมากพอสำหรับใช้จนถึงอีก 1 ปี

เลือกขนาดความจุของถังเก็บน้ำให้เหมาะสมกับสมาชิกในครอบครัว
1.มีจำนวนผู้ใช้น้ำ 5 คน ควรเลือกใช้ถังเก็บน้ำที่มีความจุประมาณ 1,000 ลิตร
2.มีจำนวนผู้ใช้น้ำ 6 คน ควรเลือกใช้ถังเก็บน้ำที่มีความจุประมาณ 1,200 ลิตร
3.มีจำนวนผู้ใช้น้ำ 7-8 คน ควรเลือกใช้ถังเก็บน้ำที่มีความจุประมาณ 1,600 ลิตร
4.มีจำนวนผู้ใช้น้ำ 9-10 คน ควรเลือกใช้ถังเก็บน้ำที่มีความจุประมาณ 2,000 ลิตร

ขอบคุณแหล่งที่มา
www.home.co.th

การซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม

รอบบ้านมีน้ำท่วมจะทำอย่างไร
ในกรณีที่บริเวณรอบบ้านต่ำกว่าถนนสาธารณะ ซึ่งเพิ่มความสูงมาทีหลัง ทำให้บ้านต่ำ มาก มีวิธีแก้ปัญหาดังนี้
การแก้ปัญหาก็คือ ทางเข้าหน้าบ้านทำความลาดเป็นลักษณะหลังเต่า เพื่อป้องกันน้ำจากถนนไม่ให้เข้าบริเวณบ้าน และต้องทำขอบคันดินรอบบ้านหรือทำรั้วด้านล่างให้ทึบ เพื่อป้องกันน้ำ พร้อมทั้งทำท่อระบายน้ำรอบบ้าน โดยมีบ่อพักรวม เพื่อปั๊มน้ำออกนอกบ้านเมื่อเวลาจำเป็น อีกวิธีถ้ามีเงินพอ ก็ควรถมที่ให้สูงกว่าระดับถนนสาธารณะเลย ก็จะแก้ปัญหาได้ถาวร

การยกบ้านเพื่อหนีปัญหาน้ำท่วม
ถ้าน้ำท่วมมากๆ จะยกบ้านให้หนีปัญหาน้ำท่วมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มีสิ่งต่างๆ ที่ต้องระวัง อย่างมาก ถ้าเป็นบ้านที่มีโครงสร้างทั้งหมดเป็นไม้ ก็พอที่จะเป็นไปได้ เพราะมีน้ำหนักเบา แล้วการยึดส่วนต่างๆ ก็ยังยืดหยุ่นได้มากกว่า ถ้าเป็นบ้านที่มีโครงสร้างเป็นปูน ส่วนต่างๆ จะยึดติดกันเป็นเนื้อเดียว ซึ่งเมื่อบิดเพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดการแตกร้าวได้ ทั้งยังมีน้ำหนักมากด้วย และบ้านปูนยังมีเสาเข็มที่หล่อติดกับตัวฐานราก จะต้องตัดออกแล้วเสริมฐานรากใหม่ ซึ่งทำได้ยากมาก

นอกจากโครงสร้างแล้ว ยังมีงานระบบต่างๆ ที่ติดกับพื้นดิน เช่น ท่อประปา ท่อไฟฟ้า ส่วนต่างๆ เหล่านี้ต้องตัดออก แล้วเชื่อมใหม่ทั้งสิ้น ค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าผู้รับเหมาไม่มีความชำนาญพอ ก็จะเสี่ยงมาก อาจจะเสียบ้านไปทั้งหลัง ค่าใช้จ่ายเหมือนสร้างใหม่เลย

สาเหตุที่น้ำซึมขึ้นมาบนพื้นเวลาน้ำท่วม
ถ้าเวลาน้ำท่วมบ้าน เกิดน้ำซึมขึ้นมาบนพื้นห้อง อาจจะเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
1.โครงสร้างพื้นแตกร้าวอยู่เดิมแล้ว หรืออาจจะเกิดจากแรงดันน้ำก็ได้ แก้ไขโดยสกัดออกให้ร่อง แล้วใช้กาวคอนกรีตอุดให้เรียบร้อย แล้วจึงปิดด้วยวัสดุปูพื้นให้เหมือนเดิม
2. เนื่องจากพื้นเป็นพื้นสำเร็จรูป หรือระบบพื้นที่วางอยู่บนดิน ไม่ได้ต่อยึดกับคาน ถ้ามีรอยซึมสามารถใช้ซิลิโคนอุดรอยรั่วได้
3. เกิดจากรูที่บริษัทกำจัดปลวกเจาะทิ้งไว้ วิธีแก้ไข เมื่อเจอรูแล้วก็อุดเสียให้เรียบร้อยด้วยไม้ และอุดทับด้วยซิลิโคน



การซ่อมแซมพื้นบ้านหลังน้ำท่วม
หลังน้ำท่วมถ้าพื้นไม่เสียหาย ก็ทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก็สามารถใช้ได้ แต่ถ้าเสียหาย มีวิธีแก้ไข คือ
-พื้นไม้ปาร์เก้ จะหลุดล่อนง่ายเมื่อโดนน้ำท่วม เพราะติดกับพื้นคอนกรีตด้วยกาว วิธีแก้ก็คือ ถ้าแผ่นปาร์เก้ไม่เสียหายมากก็ผึ่งลมให้แห้งก่อน รวมถึงพื้นคอนกรีตด้วย แล้วจึงทาด้วยกาวลาเท็กซ์ หนา 1-2 มิลลิเมตร ค่อยๆ กดลงไปที่เดิมให้แน่น ทิ้งไว้อย่างน้อย 15 วันจึงใช้งานได้ ถ้าเสียหายมากจะเปลี่ยนใหม่ต้องใช้ไม้ชนิดเดียวกับของเดิม
-พื้นพรมต้องลอกออก แล้วนำไปซักและตากแดดให้แห้งสนิท แล้วจึงนำกลับมาปูใหม่ โดยพื้นคอนกรีตต้องแห้งก่อนเช่นเดียวกัน


การซ่อมแซมผนังบ้านหลังน้ำท่วม
วัสดุต่างๆ ที่ใช้ทำผนังบ้าน เมื่อเวลาถูกน้ำท่วมนานๆ ก็จะเกิดความเสียหายแน่นอน มี วิธีแก้ไข คือ

1. ถ้าเป็นผนังไม้ เช็ดทำความสะอาด เพื่อให้ผิวสามารถระเหยความชื้นได้ง่าย เมื่อแห้ง ดีแล้วใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ชะโลมที่ผิว หรือทาสีต่อไป วิธีที่ดีควรทาสีด้านในบ้านก่อน ทิ้งไว้ 5-6 เดือน จึงทาสีด้านนอก

2. ถ้าเป็นผนังก่ออิฐฉาบปูน ก็ใช้วิธีเดียวกับผนังไม้ แต่ต้องทิ้งให้ระเหยความชื้นนานกว่า ผนังไม้ เพราะมีความหนามากกว่า

3. ถ้าเป็นผนังยิบซั่มบอร์ด ก็เลาะเอาแผ่นที่เสียออก ถ้าโครงเคร่าเป็นโลหะก็สามารถติดแผ่นใหม่ได้เลย แต่ถ้าโครงเคร่าเป็นไม้ ต้องทิ้งไว้ให้ความชื้นในไม้ระเหยหมดก่อน จึงจะติดแผ่น ใหม่ได้

การซ่อมวอลล์เปเปอร์หลังน้ำท่วม
เมื่อน้ำท่วมบ้านที่มีผนังบุด้วย วอลล์เปเปอร์ มีวิธีแก้ไขและซ่อมแซม ดังนี้ วอลล์เปเปอร์จะมีลักษณะคล้ายสี ถ้าโดนความชื้นมากๆ จะลอกหรือร่อน การแก้ไขก็โดยการลอกออกให้หมด เพื่อให้ผนังที่ชื้นสามารถระเหยออกมาได้ โดยรอให้ผนังแห้งจริงๆ ทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วจึงปิด วอลล์เปเปอร์ทับลงไป อาจจะปิดเองถ้าทำได้ หรือตามช่างมา ก็ได้ ถ้าส่วนไหนขึ้นราหรือเป็นคราบเช็ดไม่ออก ก็สามารถเปลี่ยนแผ่นใหม่ โดยเลือกให้มีลวดลายเหมือนเดิม ก็จะได้ผนังสวยงามเหมือนก่อนน้ำท่วม

การซ่อมแซมฝ้าเพดานบ้านหลังน้ำท่วม
การซ่อมแซมฝ้าเพดาน จะมีลักษณะคล้ายๆ การซ่อมผนังและพื้นปนกัน มีวิธีการแก้ไขคือ ถ้าเป็นฝ้าเพดานยิปซั่มบอร์ด หรือกระดาษอัด ถ้าเปื่อยยุ่ยมากเพราะอมน้ำ ก็ควรเลาะ ออกแล้วจึงเปลี่ยนแผ่นใหม่เลย ทิ้งไว้ให้ทั้งหมดแห้งสนิทจริงๆ แล้วจึงทาสีทับ
- ถ้าเป็นฝ้าโลหะ ให้เช็ดทำความสะอาดให้แห้ง ถ้าเป็นสนิม ก็ใช้กระดาษทรายขัดออกให้เรียบร้อย แล้วจึงทาสีทับเข้าไปใหม่
- ระบบสายไฟส่วนใหญ่ จะเดินในฝ้าเวลาเปิดฝ้าเข้าไปต้องตรวจดูว่าความเรียบร้อยว่า มีส่วนใดชำรุดหรือเปล่าด้วย
- ถ้าโครงฝ้าเพดานที่เป็นไม้ เกิดการแอ่นหรือทรุดตัว ต้องแก้ไขให้ได้ระดับก่อนการติดตั้งแผ่นฝ้าใหม่

การซ่อมแซมประตู หลังน้ำท่วม
ประตูต่างๆ เมื่อถูกน้ำแช่อยู่นานๆ ก็จะบวมขึ้น หรือไม่ก็จะเกิดเป็นสนิม มีวิธีแก้ไขคือ
1. ประตูไม้ เมื่อโดนแช่น้ำก็จะบวมและผุพัง มีวิธีแก้ก็โดยทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วซ่อมแซมส่วนที่ผุให้เรียบร้อยแล้วจึงทาสีใหม่ แต่ถ้าผุมาก ก็ควรจะเปลี่ยนเลย
2.ประตูเหล็กที่ขึ้นสนิม ก็ใช้กระดาษทรายขัดสนิมออกให้หมด เช็ดให้สะอาดแล้วจึงทาสีใหม่ โดยอย่าลืมทาสีกันสนิมก่อน แต่อย่าลืมดูรอยต่อต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นท่อโครงเหล็กว่า มีน้ำหลงเหลืออยู่เหลือเปล่า ต้องให้แห้งจริงๆ ก่อนจึงจะทาสีได้

การซ่อมแซม บานพับ ลูกบิด และรูกุญแจหลังน้ำท่วม
อุปกรณ์ต่างๆ เช่น บานพับ ลูกบิด และรูกุญแจ ทำด้วยโลหะ เมื่อโดนน้ำท่วมย่อมมี ปัญหาตามมา มีวิธีแก้ไข คือ
- เช็ดให้แห้งสนิท ขัดส่วนที่เป็นสนิมออกให้หมด ใช้พวกน้ำยาหล่อลื่นชโลมตามจุดรอยต่อและรูต่างๆ ให้ทั่ว
- อย่าใช้จาระบี หรือพวกขี้ผึ้งทา เพราะจะทำให้ความชื้นระเหยออกไม่ได้ จะทำให้ฝังอยู่ข้างใน และจะเป็นปัญหาในภายหลัง
- ถ้ายังใช้การไม่ได้ ก็ลองทำตามวิธีที่ว่านี้หลายๆ ครั้ง ถ้ายังมีปัญหา ก็ควรจะต้องถอดออก แล้วซื้อมาเปลี่ยนใหม่

การทาสีบ้านหลังน้ำท่วม
การทาสีบ้านหลังน้ำท่วม ควรจะทำเป็นสิ่งสุดท้าย ควรที่จะซ่อมแซมส่วนอื่นๆ เสียก่อน ปล่อยให้แห้งสนิทก่อน แล้วจึงทำการแก้ไข เพราะสีทุกชนิดที่ใช้ทาบ้าน เมื่อโดนน้ำท่วมนานๆ ก็จะเกิดการลอกและล่อนออกมาได้ เนื่องจากความชื้นของน้ำ วิธีแก้ไขคือ ต้องขูดสีเดิมที่ลอกและล่อนออก ทำความสะอาดผนังให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ให้แห้งสนิท ถ้าทำได้ควรจะเป็น 3-6 เดือนเลยยิ่งดี เมื่อแห้งแล้วจึงทาสีรองพื้นชนิดกันเชื้อรา แล้วจึงทาทับด้วยสีจริงอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง

การตรวจสอบระบบประปาหลังน้ำท่วม
หลังน้ำท่วมระบบที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามไปก็คือ ระบบประปาภายในบ้าน มีสิ่ง ที่ควรตรวจสอบ ดังนี้
- ถังเก็บน้ำใต้ดิน ต้องตรวจดูว่าน้ำท่วมถึงหรือเปล่า ถ้าท่วมควรล้างภายในถังทั้ง หมด เพราะน้ำที่ท่วมไม่สะอาดเท่าน้ำประปา
- ถ้ามีปั๊มน้ำต้องตรวจดูว่าเครื่องทำงานผิดปกติหรือเปล่า แรงดันน้ำลดหรือไม่ ถัง อัดลมเก็บแรงอัดไว้ได้นานหรือเปล่า แต่ถ้าน้ำท่วมปั๊ม ต้องรอให้แห้งเสียก่อน อย่าใช้งานทันที ถ้ามีปัญหาควรตามช่างมาแก้ไขจะดีกว่า เพราะอาจจะทำให้ไฟไหม้ได้

ปัญหาต่างๆ ของส้วมหลังน้ำท่วม
ปัญหาต่างๆ ของบ้านหลังน้ำท่วมจะมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับส้วมมีในระหว่างน้ำท่วม เราคงปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมด แต่เมื่อน้ำลดแล้ว เราต้องตรวจสอบดังนี้
1. เปิดคัตเอ๊าต์ให้ไฟเข้าระบบ ถ้าส่วนใดยังชื้นอยู่คัตเอ๊าต์จะตัดและฟิวส์จะขาดทิ้งไว้ประมาณ 1 >วัน เปลี่ยนฟิวส์ แล้วลองเปิดใหม่ ถ้ายังตัดอีก คงต้องตามช่างไฟฟ้ามาตรวจดู
2. เมื่อไฟไม่ตัดแล้วลองเปิดไฟดูทุกดวง แล้วใช้ไขควงชนิดตรวจกระแสไฟโดยเฉพาะ
3. ดับไฟทุกจุดและถอดเครื่องใช้ไฟฟ้าตามปลั๊กออกทั้งหมด แล้วตรวจดูที่มิเตอร์ไฟฟ้าว่าตัวเลขยังเดินอยู่หรือเปล่า ถ้าเดินแสดงว่าระบบไฟฟ้าในบ้านรั่ว ควรตามช่างไฟฟ้ามาเช็คดู

วิธีเตรียมระบบไฟฟ้าสำหรับบ้านที่น้ำท่วม
ระบบไฟฟ้าเป็นสิ่งที่มีอันตรายมาก สำหรับบ้านที่น้ำท่วมเป็นประจำ ควรเตรียมระบบไฟฟ้าใหม่ ดังนี้
- ตัดระบบไฟฟ้าของปลั๊กเดิมทิ้ง ย้ายให้สูงขึ้นมาจากระดับพื้นประมาณ 1 เมตร เพื่อให้พ้นระดับน้ำ ส่วนชั้นบนของบ้านสองชั้นไม่จำเป็นต้องย้าย เพราะระดับน้ำท่วมไม่ถึง
- แยกระบบไฟฟ้าในส่วนที่น้ำท่วมบ่อยๆ ออกเป็นอีกวงจรหนึ่ง เพื่อสะดวกในการปิด- เปิดโดยเฉพาะ ส่วนปลั๊กที่อยู่ชั้นล่าง
ถ้าท่านรู้ตัวว่าบ้านของท่านอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมบ่อย เวลาออกแบบ้านก็ควรให้วิศวกรแยกระบบไฟฟ้าตั้งแต่แรก ก็จะประหยัดงบประมาณได้มาก และจะสวยงามกว่าที่จะมารื้อและแก้ ไขในภายหลัง

วิธีจะใช้เครื่องไฟฟ้าหลังโดนน้ำท่วม
เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จะมีมอเตอร์และเครื่องจักรกลต่างๆ เมื่อโดนน้ำเข้าไปแล้วจะมี ความชื้นอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายมาก มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้
- ก่อนอื่นต้องทิ้งเอาไว้ให้แห้งสนิทจริงๆ บางส่วนถึงถอดออกได้ ก็ควรเปิดออกมาตากลมให้แห้งก่อน
- เมื่อแน่ใจว่าแห้งแล้ว ก็ลองเปิดเครื่องดู ถ้ามีความผิดปกติก็ควรดับเครื่องทันที
- และสำหรับที่คัตเอ๊าต์ไฟฟ้า ควรมีฟิวส์ไว้เมื่อเกิดการลัดวงจรไฟฟ้าจะได้ถูกตัดออก
- ถ้ามีปัญหาจริงๆ ก็ควรนำไปให้ช่างแก้ไขดีกว่าจะทำเอง

การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์หลังน้ำท่วม
การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ก็คล้ายๆ กับการซ่อมแซมพวกประตู หน้าต่าง พื้น หรือฝ้า เพดาน มีวิธีดังนี้
- พยายามเอาความชื้นออกจากเฟอร์นิเจอร์ให้มากที่สุด
- พวกประเภทที่บุด้วยนุ่นหรือฟองน้ำ ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนเลย เพราะน้ำจะพาเอาเชื้อโรคมาติดอยู่ ถึงจะตากแดดให้แห้ง เชื้อโรคก็ยังมีอยู่
- เฟอร์นิเจอร์ที่ติดกับที่ที่เรียกว่า Built in ต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้าง และสายไฟที่ฝังอยู่ในตู้ รวมถึงทำความสะอาดรูกุญแจและลูกบิด
- ส่วนเฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม่ควรนำไปตากแดด เพราะจะทำให้บิดงอได้ และถ้าจะทาสีใหม่ ควรรอให้แห้งสนิทก่อน มิฉะนั้นจะลอกได้

วิธีช่วยต้นไม้ทีโดนน้ำท่วม
ถ้าบ้านของท่าน น้ำท่วมนานๆ ต้นไม้กำลังจะตาย มีวิธีช่วยให้อยู่รอดได้ ดังนี้
1. อย่าให้ปุ๋ย เพราะน้ำท่วมทำให้รากอ่อนแอ ต้องการเวลาพักฟื้น
2. ขุดหลุมกว้างประมาณ 50 ซม.-1 เมตรไว้ข้างๆ ต้นไม้ เพื่อให้น้ำที่ขังอยู่บริเวณรากไหลมารวมกัน แล้วเอาเครื่องดูดน้ำออกไป หรือจะใช้วิธีตักออกก็ได้
3. ถ้ารากต้นไม้ไม่แข็งแรง อย่าอัดดินลงไป จะทำให้ต้นไม้ตาย ควรใช้ไม้ค้ำยันลำต้นไว้ เมื่อรากแข็งแรงแล้ว จึงเอาไม้ค้ำออก

การซ่อมแซมรั้วบ้านหลังน้ำท่วม
เมื่อน้ำท่วมอยู่นานๆ รั้วบ้านก็จะมีปัญหาเช่นกัน มีวิธีซ่อม คือ
- ลองเล็งด้วยสายตา ถ้าเอียงเล็กน้อยก็นำไม้มาค้ำยันไว้ก่อน ถ้าเอียงมากก็ควร ตามช่างมาซ่อม
- ส่วนใหญ่ข้างล่างของรั้วจะมีคานคอดินอยู่ บางครั้งน้ำจะพัดเอาดินใต้คานนี้หายไปเป็นโพรง ต้องรีบนำดินมาถมให้แข็งแรง มิฉะนั้นดินในบ้านจะไหลออกไปข้างนอกหมด ถ้าไหลออกไปมากๆ อาจทำให้บ้านเอียงได้
- ควรตรวจประตูรั้วด้วย สำหรับที่เป็นเหล็กก็ขูดสนิมออกให้หมด แล้วทาสีใหม่ ส่วนบานพับก็หาน้ำมันหล่อลื่นมาหยอดเพื่อที่จะได้เปิด-ปิดได้สะดวก ถ้าเสียหายมากก็ควรเรียกช่างมาเปลี่ยนใหม่

ข้อมูลจาก "ร้อยพันปัญหาในงานก่อสร้าง"

อิฐมวลเบา

Q-con และ Super Block

ลักษณะ

เป็นระบบก่อสร้างคอนกรีตมวลเบา มีทั้งชนิดเสริมเหล็ก (Q-con) คือพวกแผ่นผนัง/พื้น/หลังคา และแบบไม่เสริมเหล็ก(Q-con/Super Block) คือบล็อกสำหรับก่อผนัง หนา7.5,8,9,20-30 ซม. สูง 20,30 ซม. ยาว 60 ซม.
เลื่อยตัดได้เหมือนไม้ ทนแรงกด 30-80 กก. สามารถก่อเป็นผนังรับแรงได้ น้ำหนักประมาณ 80 กก./ตรม. 1 ก้อนเท่ากับอิฐมอญ 18 ก้อน
วัสดุที่ใช้ทำ เป็นส่วนผสมของ ทราย ซีเมนต์ ปูนขาว ยิปซั่ม และผงอลูมิเนียม
มีฟองอากาศมากประมาณ 75% ทำให้เบา(ลอยน้ำได้) ฟองอากาศเป็น closed cell ไม่ดูดซึมน้ำ(ดูดซึมน้ำน้อยกว่าอิฐมอญ 4 เท่า) ความเบาก็จะทำให้ประหยัดโครงสร้าง เป็นฉนวนความร้อน ค่าการต้านทานความร้อนดีกว่าคอนกรีตบล็อก 4 เท่า ดีกว่าอิฐมอญ 6-8 เท่า
ไม่สะสมความร้อน ไม่ติดไฟ ทนไฟ 1,100 องศาได้นาน 4 ชม. กันเสียงได้ดี เมื่อฉาบจะแตกร้าวน้อยกว่าก่ออิฐฉาบปูน เนื่องจากตัวบล็อกกับปูนฉาบมีส่วนผสมที่ใกล้เคียงกัน

ราคา

ตัวผลิตภัณฑ์มีราคาแพงกว่าอิฐมอญและคอนกรีตบล็อคแต่จะมาประหยัดในด้านค่าแรง 1 ตรม.ใช้เวลาก่อ+ฉาบ 45 นาทีในขณะที่ ก่ออิฐ / คอนกรีตบล็อก ฉาบปูนใช้เวลา 2-3 ชม. และ ประหยัดค่าเสาเอ็นเนื่องจากไม่ต้องใช้ และค่าโครงสร้างก็ถูกกว่าเนื่องจากความเบา
รวม ค่าก่อสร้าง แล้วถูกกว่า อิฐมอญแต่แพงกว่าคอนกรีตบล็อก

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจากโบรชัวร์

เบอร์โทร Q-CON โทร. (035)221-264-72 fax.(035)221-273 (อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางประอินค่ะ)

การป้องกันความร้อน

เรื่องการป้องกันความร้อน ดีกว่าอิฐมอญจริงๆ

ค่า OTTV

ค่า OTTV ของ ผนังก่ออิฐฉาบปูนอยู่ที่ประมาณ 30-45 วัตต์/ตรม. ที่ความหนา 10 ซม. ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ค่าตัวไหนป้อนลงในโปรแกรมคำนวณ มีหลายตัว ให้เลือกใช้ และ ขึ้นกับ ความหนาอิฐ+ปูนฉาบ

ของคอนกรีตมวลเบาจะอยู่ที่ประมาณ 15 วัตต์/ตร.ม. ที่ความหนา 10 ซม.เช่นกัน

จะเห็นว่าค่าไม่เกินที่ทาง กม.กำหนดไว้ คือ 45 วัตต์/ตร.ม. สำหรับอาคารใหม่ และ 55 วัตต์/ตร.ม.สำหรับอาคารเก่า
อันนี้คือผนังเพียว ๆ ไม่มีช่องเปิดเลย ตัวที่จะทำให้เกินก็คือสัดส่วนของกระจก เพราะค่า OTTV เป็นค่าเฉลี่ยของความร้อนที่ผ่านเข้าผนังชนิดต่าง ๆของอาคารที่มีการปรับอากาศ หารด้วยพื้นที่ผนังรวม

ตัวอย่างเช่น กระจกใส หนา 5 มม.ที่ไม่มีอุปกรณ์บังแดด
ทิศเหนือมีค่า OTTV 137 วัตต์/ตร.ม. ทิศใต้มีค่า OTTV 200 วัตต์/ตร.ม.
ทิศตอ.มีค่า OTTV 201 วัตต์/ตร.ม. ทิศตต.มีค่า OTTV 188 วัตต์/ตร.ม.

ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกกระจกอะไรด้วย ถ้าเลือกใช้กระจกที่กันความร้อนได้มาก ค่า OTTV ก็จะลดลงและแน่นอนว่าราคาการก่อสร้างจะแพงขึ้น การเลือกใช้คอนกรีตมวลเบาแทนอิฐจะทำให้ความร้อนเข้าอาคารน้อยลง แอร์ทำงานน้อยลง และ ส่งผลถึง การ ประหยัด ค่าไฟฟ้า (ไม่พูดถึง ปัญหา ด้านเทคนิค ในการก่อสร้าง )

หรือ ในอีก แง่หนึ่ง ก็จะ ทำให้สามารถออกแบบอาคารให้มีสัดส่วนของกระจกได้มากกว่า การ ใช้อิฐ โดย ยังอยู่ใน ขอบเขต ที่ความร้อนจาก แสงอาทิตย์ สามารถ เข้าอาคาร ไม่เกินที่ กม.กำหนด

ปัญหาที่เจอ

มีปัญหาเรื่องฉาบแล้วร้าวเหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้กันน้ำซึมเหมือนกับที่โฆษณาไว้ แต่เชื่อว่าคงป้องกันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญธรรมดา แต่การฉาบแล้วร้าวเป็นปัญหาถาวรของช่างปูนในปัจจุบัน ทำผนังก่ออิฐฉาบปูนธรรมดาๆ ยังร้าวเต็มไปหมดเลย ทุบก็แก้ไม่หาย

1. ราคาจริงบอกไม่ได้เลยครับตอนนี้ เพราะบางครั้งก็แพง บางครั้งก็ถูกเหลือเชื่อ อยู่ที่ว่าเราจะ "หมู" แค่ไหนในการติดต่อแต่ละครั้งครับ

2. มาตรฐานของอิฐแต่ละชุดต้องระวัง เพราะบางครั้งก็ดีอย่างที่โฆษณาเอาไว้ บางครั้งแค่จุ่มโดนน้ำ น้ำก็ซึมไหลโกร๊กแล้ว ถามทางตัวแทนไป เขาก็บอกว่ารุ่นนี้มีฟองอากาศมากหน่อย มีเนื้ออิฐน้อยหน่อย เพราะต้องการลดราคา ทำให้ฟองอากาศมันต่อกัน น้ำเลยเข้าง่าย เขาบอกว่าอิฐแบบนี้น่าจะใช้กับผนังภายใน (แต่เขาลืมบอกล่วงหน้า ....)

3. การฉาบปูนทับลงไปต้องระวังอย่างยิ่ง บางเจ้าก็โฆษณาว่าเป็น Fiber Cement ซึ่งทำให้มีแรงยึดเกาะดีกว่า แต่พอฉาบแล้วร้าว ถามไปที่เขา เขาก็ตอบกลับมาอย่างไม่รับผิดชอบใดๆเลย (เสียดายที่คนตอบไม่ได้เป็นสถาปนิกหรือวิศวกร ไม่ยังงั้นผมฟ้องอาญา ๒๒๗ และร้องเรียนให้ถอนใบอนุญาตไปแล้ว)

เรื่องปูนฉาบทราบมาว่า Super block เลิกขาย เพราะต้นทุนสูง ส่วน Q-con ระบุว่าสามารถใช้ปูนฉาบทั่วไปทดแทนได้ (แต่ไม่แนะนำอย่างยิ่ง)

4. เรื่องฉาบนี้บางเจ้าก็ต้องการขายแต่อิฐ ใครใคร่ใช้อะไรฉาบก็ฉาบไปเลย พอช่างที่ไม่รู้เรื่องฉาบเข้าไปโดยไม่เตรียมผิวให้เหมาะสม ก็ร้าวทั้งหลังอีกนั่นแหละ ถามไปที่บริษัท เขาก็บอกว่าเขาขายแต่อิฐ ไม่ได้ขายปูนฉาบ

5. หากมีช่างที่เข้าใจการก่อสร้าง การใช้อิฐมวลเบาจะทำงานได้รวดเร็วและเรียบร้อยมาก ถ้าคิดถึงภาพรวมของวิธีกรรมการก่อสร้าง คิดถึงค่าเก็บขยะ การจ่ายชำระเงิน การเก็บ ความสูญเสียน้อย โดยไม่รวมความเบาที่อาจจะทำให้โครงสร้างเล็กลง ....งบประมาณที่ใช้อิฐมวลเบา มักจะถูกกว่าอิฐมอญ

6. ทั้ง Q-Con และ Supper Block ต่างก็ไม่ทนความชื้นเหมือนที่โฆษาเอาไว้ แต่ก็ทนได้ดีกว่าอิฐมอญ หรือคอนกรีตบล๊อค

7. เวลาเข้าอยู่จริง จะตอกตะปูแขวนรูป หรือของ จะตอกไม่ได้ เพราะมันจะร่วน ต้องใช้พุก หรือ bolt เจาะเข้าไปก่อน ทำให้ยุ่งยาก

แนวทางการใช้งาน

1. ถ้าใครจะใช้อิฐมวลเบา จะต้องเข้าใจธรรมชาติของอิฐชนิดนี้ ต้องเข้าตรวจสอบในขณะก่อสร้างอย่างใกล้ชิด

2. ต้องทำใจกับราคาคุยที่ไม่รับผิดชอบของผู้ขาย เพราะ Supper Block & Q-Con ไม่เคยให้ข้อมูลที่ควรระวังที่ครบถ้วน แม้จะเป็นของดี น่าใช้น่าสนับสนุน ก็ตาม งานนี้ก็เหมือนจะนั่งเครื่องบินไอพ่นละครับ มันไปได้เร็ว ถึงที่หมายง่ายกว่า สะดวกกว่า นุ่มนิ่มกว่า ขี่เกวียนตั้งเยอะ .... แต่ถ้า เครื่องไอพ่น มันมีปัญหาเมื่อไร ... ก็สยองเมื่อนั้น .. แถมหาคนรับผิดชอบไม่ได้ด้วยละครับ ...

3. เวลาฉาบปูนต้องใช้น้ำยา ผสมปูนฉาบเพิ่มแรงยึดเหนี่ยวช่วยด้วยครับ ไม่งั้นมันก็ร้าวอย่างที่ว่า
เคยใช้ยี่ห้อ Hi-flex แต่ค่อนข้างแพงหน่อยนะ ไม่เคยใช้กับบ้านคน ที่ทำเป็นโรงงาน เขาใช้น้ำยาตัวนี้อยู่แล้วกับงานฉาบทั่ว ๆ ไป

วัสดุอื่นๆในประเภทเดียวกัน

ประเภทของอิฐมวลเบาแบ่งเป็น 3 อย่าง

1. ประเภททำให้มีฟองอากาศข้างใน เหมือนเราทำขนมเคก โดยมี "สารฟู" เป็นตัวช่วย

อย่างแรกที่ใช้ระบบฟองอากาศนั้นก็คือเจ้าอิฐมวลเบาสองยี่ห้อที่พูดถึงในนี้

2. อย่างที่สอง เป็นการใช้ additive เป็นส่วนผสมให้เบาๆ (ขออนุญาตไม่อธิบายลึก)

อย่างที่สองตอนนี้ใช้ที่ CPAC ทำเป็นผนังเบาสำเร็จ

3. อย่างสุดท้าย ก็คือใช้โฟม์ เป็น aggrigate ส่วนผสมของทรายและปูน กวนกัน

เป็นวัสดุมวลเบา เช่นยี่ห้อ mtts lightgrert เป็นเทคโนโลยีจากออสเตรเลีย ทำที่โรงงานที่ เพชรบูรณ์ เป็นวัสดุ คอนกรีตผสมโฟมเป็นเม็ดๆ กันความร้อนได้ดี คนขายเอาไฟเผาให้ดูก็ไม่ติดไฟ เอาไปลอยน้ำก็ไม่จม เป็นก้อนๆใหญ่กว่า อิฐบล็อค ราคาไม่แพงถ้าเทียบกับ superblock

เอามาทำโรงงานสร้างเสร็จมาปีกว่าแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำซึมเลย แต่เรื่องปูนฉาบร้าวไม่แน่ใจ เพราะที่โรงงานก่อเปลือยไม่ได้ฉาบ ก่อสร้างเร็วมาก

แต่คนงานบ่นน่าดู เพราะก้อนมันใหญ่กว่าอิฐมอญเค้าไม่คุ้นมือ ต่อไปนี้คงต้องหาวัสดุตัวใหม่มาแทนอิฐมอญแล้ว เพื่อนเคยบอกว่าอิฐมอญมีค่าการนำความร้อนสูงมาก

การฉาบปูนของอิฐผมสเม็ดโฟม ต้องทำให้ถูกวิธี
หากใช้ปูนฉาบ (ไม่ว่าจะดีแค่ไหน) ฉาบด้วยวิธีกรรมปกติ รับรองมีปัญหาภายหลังกว่า 90% แน่นอน เพราะตรงที่เป็นเม็ดโฟมจะไม่เกาะปูนฉาบ หากฉาดด้วยกาวจะยิ่งไปกันใหญ่ เพราะกาวอาจจะไปกินโฟมได้เหมือนกัน จึงขอแนะนำวิธีการฉาบอิฐเม็ดโฟม ไว้สักสองวิธีดังนี้

ก.) ฉาบหนาแบบ stucco ของตึกฝรั่ง เป็นการใช้ปูนแบบปูนพลาสเตอร์ แล้วก็ไม่มีการฉาบให้เนียบอย่างการฉาบปูนบ้านเรา ....ไม่ค่อยแนะนำเลยวิธีนี้ เพราะถ้าใจร้อนจะร่วงหมด แล้วก็ราคาแพง

ข.) ใช้ระบบลวดกรงไก่เป็นตัวประสาน เป็นทั้ง Temperature Steel และเป็นทั้ง Tension bonding steel โดยการขึงลวดกรงไก่เข้าที่ผนังก่ออิฐ ค่อยๆสลัดปูนลงไปทีละชั้น (อย่าฉาบครั้งเดียวเสร็จนะ เพราะจะล่อนหมด เนื่องจากการกระเด้งตัวของลวดกรงไก่ และ จากความร้อนของปูนฉาบที่พยายามทะลุออกมา ทำให้การบ่อมปูนไม่สมบูรณ์) พอสลัดได้ที่ ก็ค่อยฉาบไล้ผิว ให้เรียบเนียบตามใจชอบ (แนะนำให้ใช้วิธีปั่นแห้งตีน้ำ อย่าใช้ระบบฟองน้ำซับน้ำ)

แหล่งที่มาข้อมูล: A r c h i t e c t ' s __ A n s w e r s

รับออกแบบอาคารตามหลักฮวงจุ้ย โทร 0867431141