ประมาณราคา งานซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

ลำดับ รายการ หน่วย ค่าแรง ค่าวัสดุ วัสดุ+ค่าแรง หมายเหตุ
(บาท) (บาท) (บาท)
1 งานทรายล้าง หินขัด หินอ่อน
• ล้างกรดเกลือ ทรายล้าง กรวดขาว ตรม. 50
• วัสดุเคลือบผิว ทรายล้าง, หินจิ๊กซอว์ ตรม. 80 - 100
• ขัดลอกหน้า + เคลือบผิว หินขัด, หินอ่อน ตรม. 300 - 400
2 งานกระเบื้องพื้น - ผนัง
• รื้อถอน, สกัดพื้น - ผนัง ตรม. 30 - 50
• ปูกระเบื้อง + ยาแนว พื้น - ผนัง ตรม. 150 - 250 150 - 500 ค่าแรงรวมค่าปูนทราย
และค่าปูกระเบื้องแล้ว
• บัวเชิงผนัง ตรม. 30 - 40 25 - 50 65 - 90
3 งานประปา และสุขภัณฑ์
• ติดตั้งปั้มน้ำ 1 ชุด 1,500 - 3,000 4,000 - 15,000 ค่าแรงรวมรื้อถอนของเดิมแล้ว
• รื้อชักโครก, ติดตั้งชักโครก 1 ตัว 400 - 600 1,500 - 18,000
• รื้อ, ติดตั้งอ่างล้างหน้าพร้อมอุปกรณ์ 1 ชุด 300 - 500 500 - 4,500
• เปลี่ยนสายชำระ 1 ชุด 50 120 - 500
• เปลี่ยนสต๊อปวาล์ว ,ชักโครก, สายชำระ 1 จุด 50 120 - 250
4 เคาน์เตอร์ครัว
• เปลี่ยนบานซิงค์ PVC (ชุดละ 2 บาน) 1 ชุด 400 - 1,000 1,800 - 6,000 รวมวงกบ
• เปลี่ยนบานซิงค์ไม้ (ชุดละ 2 บาน) 1 ชุด 400 - 1,500 2,000 - 7,000 รวมวงกบ
• เปลี่ยนก๊อกซิงค์ครัว+อุปกรณ์ 1 ชุด 200 - 600 800 - 3,000 ค่าแรงรวมค่ารื้อถอนของเดิมแล้ว
5 งานไฟฟ้า
• ปลั๊กไฟ 1 จุด 550

• สวิตซ์ไฟ 1 จุด 550 วัสดุคุณภาพปานกลาง
• จุดเชื่อมต่อโทรทัศน์ 1 จุด 700 รวมค่าสายไฟและอุปกรณ์
• จุดเชื่อมต่อโทรศัพท์ 1 จุด 650 และรวมค่ารื้อถอนของเดิมแล้ว
• เบรกเกอร์แอร์ 1 จุด 1,200
• เบรกเกอร์ปั๊มน้ำ (แบบกันน้ำ) 1 จุด 1,200
• ออด + สวิตซ์ออด 1 จุด 1,500 - 2,500 ราคาขึ้นอยู่กับระยางทางจาก
• ไฟหัวเสา 1 จุด 1,500 - 2,500 ตัวบ้านถึงหน้าบ้าน
6 งานประตู
• เปลี่ยนบานประตู ติดบานพับ+ใส่ลูกบิด บาน 150 - 250 550 - 5,000 700 - 5,200 วัสดุมีหลากหลาย PVC ,UPVC,
(บาน 70-90 cm) MPF , HPF, ไม้เต็ง, ไม้แดง, ไม้สัก
• บานพับแสตนเลส 1 ตัว 50 - 150 รวมค่ารื้อถอนของเดิมแล้ว
• ลูกบิด 1 ชุด 150 - 2,000
• ติดบานหน้าต่างไม้ 1 บาน 120 - 200 450 - 3,000 วัสดุที่เป็นไม้มีหลายคุณภาพ
7 งานบันได
• เปลี่ยนลูกนอนบันได 1 ขั้น 150 - 300 280 - 1,200 วัสดุที่เป็นไม้มีหลายคุณภาพ
• เปลี่ยนลูกตั้งบันได 1 ขั้น 100 - 200 80 -600
• เปลี่ยนราว + ลูกกรงบันได 1 เมตร 200 - 400 700 - 3,000
• เปลี่ยนเสาบันไดขนาด 4" *4" 1 ต้น 150 - 300 600 - 2,000
8 งานสี
• สีรองพื้นปูนเก่า (ขัดล้าง) ตรม. 30 30 - 50 60 - 80 วัสดุราคาปานกลาง
• สีภายใน ตรม. 40 - 55 35 - 50 75 - 105
• สีภายนอก ตรม. 50 - 65 55 - 70 105 - 135
• เหล็กดัด เหล็กรั้ว รวมสีกันสนิม ตรม. 50 - 65 35 - 50 85 - 115
9 งานฝ้าเพดาน
• วัสดุ + ค่าแรง + รื้อโครง ตรม. 300 รวมค่ารื้อถอนของเดิมแล้ว


สมมุติฐาน เป็นบ้านพักอาศัย ซึ่งผนังก่ออิฐฉาบปูน หรือเป็นผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก น้ำท่วมถึงเฉพาะชั้นล่างเท่านั้น

ข้อแนะนำ
1 ควรรวมกันหลายหลังในการจ้างเหมาซ่อมแซม เพื่อให้ได้ต้นทุนค่าซ่อมแซมที่ถูกลง และผู้รับเหมาก็จะมีปริมาณงานเพียงพอ
ต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือจัดหาที่พักบริเวณใกล้เคียง
2 วัสดุซึ่งซื้อได้ง่ายตามร้านวัสดุก่อสร้างโดยทั่วไป และมีความแตกต่างกันหลายคุณภาพ หรือหลายราคา ก็ควรจัดซื้อวัสดุเอง
เช่น กระเบื้อง บานประตู ลูกบิดและอุปกรณ์ สีภายใน สีภายนอก
3 วัสดุซึ่งมีวัสดุอุปกรณ์ประกอบอีกหลายชนิด หรือยุ่งยากในการจัดซื้อเอง เช่น อุปกรณ์ไฟ ซึ่งประกอบด้วยสายไฟหลายขนาด
ฝ้าเพดานซึ่งขนย้ายยาก และมีอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ หลายชนิด ซึ่งอาจไม่สามารถซื้อได้ตามร้านวัสดุทั่วไป
(ควรจ้างเหมาทั้งค่าวัสดุและค่าแรงงาน)
4 งานซ่อมสีควรให้ความชื้นหมดไปก่อน ทดสอบได้โดยใช้แผ่นพลาสติกใสปิด แล้วใช้เทปกาวปิดโดยรอบ หากมีละอองน้ำ
เกิดขึ้นแสดงว่ายังมีความชื้นอยู่
5 กรณีมี Wall Paper ควรลอกทั้งหมด มิฉะนั้นในส่วนที่ไม่ถูกน้ำท่วมถึง ก็จะเกิดเชื้อราในอนาคตได้
6 บัวเชิงผนังแม้จะดูว่าไม่มีเสียหาย แต่ควรรื้อออกก่อนเพื่อให้ความชื้นหมดไป แล้วจึงติดกลับเข้าไปใหม่

ที่มา : ประมาณการโดยสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร โทร 0-2440-1274-5
เว็บไซด์ www.housingbiz.org

เลือกหลอดไฟฟ้าในบ้าน

· ไม่ควรใช้หลอดอินแคนเดสเซนต์เป็นหลอดหลักในการให้แสงสว่างในสำนักงาน เพราะที่ความส่องสว่างตามมาตรฐานด้วยหลอดประเภทนี้จะรู้สึกจ้า
· ถ้าต้องการมองเห็นสีสันที่แท้จริงของวัตถุ ควรใช้หลอดที่มีดัชนีความถูกต้องของสี CRI (Color Rendering Index) สูงๆ
· ถ้าต้องการมองเห็นวัตถุให้เด่น ไม่ใช่เลือกหลอดที่มีดัชนีความถูกต้องของสี CRI (Color Rendering Index) สูงๆ แต่เลือกหลอดที่ให้สเปกตรัมสีเดียวกับวัตถุมากๆ
· หลอดที่ให้ลำแสงแคบหรือหลอดที่ต้องการใช้เพื่อให้มีความปลอดภัยควรใช้หลอดที่มีแรงดันต่ำ
· หลอดที่ติดตั้งที่เพดานสูงๆควรใช้หลอดที่มีอายุการใช้งานนาน หรือ อาจใช้หลอดที่มีอายุการใช้งานต่ำ เช่น อินแคนเดสเซนต์ แต่ใช้ร่วมกับตัวหรี่ไฟ แต่ถ้าเพดานสูงมากและไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือหรือช่างเปลี่ยนให้ก็ควรหันมาใช้การเล่นแสงที่ระดับล่างไม่ว่าจะเป็นไฟส่องขึ้นหรือใช้เป็นไฟกิ่งแทนก็ตาม
· หลอดอินแคนเดสเซนต์อายุการใช้งานสั้น 1000-3000 ชม. แต่มี CRI 100 เปอร์เซนต์
· อายุการใช้งานของหลอดอินแคนเดสเซนต์สั้นลงมากถ้าศักดาไฟฟ้าสูงขึ้น
· หลอด PAR 38 มีมุมแสงสองชนิดคือ 15 และ 30 องศา
· หม้อแปลงหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำไม่ควรอยู่ห่างจากหลอดมาก
· อย่าไปสัมผัสถูกหลอดฮาโลเจนเพราะจะทำให้อายุการใช้งานสั้นลงมาก
· หลอดฟลูออเรสเซนต์ใช้กับสำนักงาน และโรงงานที่มีเพดานสูงไม่เกิน 7 เมตร
· หลอดฟลูออเรสเซนต์เมื่อใช้ในห้องแช่เย็น สตาร์ทยาก และ ปริมาณแสงน้อยลงมาก
· หลอดฟลูออเรสเซนต์เดไลท์เหมาะใช้กับความส่องสว่าง 700 ลักซ์ หรือมากกว่า
· หลอดคูลไวท์เหมาะใช้กับสำนักงานที่มีความส่องสว่าง 500-1000 ลักซ์
· หลอดวอร์มไวท์เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความส่องสว่างไม่มากแต่ดูอบอุ่น
· การต่อวงจรLEAD-LAG เพื่อแก้เพาเวอร์แฟคเตอร์ต้องใช้คาปาซิเตอร์ที่มีอัตราแรงดันไม่น้อยกว่า 440 โวลท์
· ถ้านำคาปาซิเตอร์ต่ออนุกรมทุกหลอดไม่ได้ทำให้เพาเวอร์แฟคเตอร์ดีขึ้เลย เพียงแต่เปลี่ยนจาก lagging เป็น leading เท่านั้น
· การหรี่ไฟหลอดคอมแพคท์สามารถทำได้ แต่หลอดต้องใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ และสวิตช์หรี่ไฟต้องเป็นชนิดพิเศษเฉพาะ
· หลอดปรอทความดันสูงใช้แทนหลอดฟลูออเรสเซนต์ เมื่อต้องการวัตต์สูงๆ ใช้ในพื้นที่ที่มีเพดานสูงๆ ใช้ในการส่องบริเวณ ใช้กับไฟถนน
· หลอดโซเดียมความดันสูงมีประสิทธิผลรองจากโซเดียมความดันต่ำ แต่ CRI ดีกว่า
· หลอดโซเดียมความดันสูงมีสีเหลืองทอง ใช้กับถนนที่มีขนาดกลางและใหญ่ ใช้ในโรงงานที่ไม่พิถีพิถันเรื่องสีสันมากนัก ใช้กับไฟส่องปริเวณ และทางเดิน
· หลอดโซเดียมความดันต่ำมีประสิทธิผลมากที่สุด แต่ ความถูกต้องสีน้อยที่สุด
· หลอดโซเดียมความดันต่ำมีสีเหลืองจัด ใช้เป็นไฟถนนที่มีขนาดใหญ่ ใช้เป็นไฟส่องบริเวณเพื่อการรักษาความปลอดภัย
· หลอดเมทัลฮาไลด์ ให้แสงทุกสีเด่น จึงนิยมใช้กับสนามกีฬาที่มีการถ่ายทอดโทรทัศน์
· การใช้หลอดฆ่าเชื้อมีอันตรายต่อตาและผิวหนัง
· การให้แสงเพื่อให้ต้นไม้ใบหญ้าเจริญเติบโตได้ดีต้องมากพอเพื่อให้ขบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) มากกว่าขบวนการการหายใจ(Respiration)
· ย่านความยาวคลื่นที่ดึงดูดแมลงกลางคืนมากที่สุดได้แก่ 310-380 นาโนเมตร
· ปัญหาเรื่องแมลงกลางคืนแก้โดยใช้หลอดสีเหลือง หรือแดงซึ่งไม่มีรังสีอัลตราไวโอเลต
· ถึงแม้ใช้หลอดสีเหลืองหรือแดงเพื่อไม่ดึงดูดแมลงแล้ว การใช้ตัวสะท้อนแสงโดยจำกัดให้แสงสว่างเฉพาะบริเวณที่ต้องการ ไม่เลยออกไปไกลก็ช่วยได้มาก
· การติดตั้งหลอดแบลคไลท์ (Black Light) เพื่อดึงดูดแมลงโดยติดตั้งที่รอบๆอาคารห่างออกไปประมาณ 30-60เมตร ช่วยดักแมลงไว้ไม่ให้ไปที่อาคารได้
· หลอดที่มีอุณหภูมิสีเหมือนกัน เมื่อส่องวัตถุชิ้นเดียวกัน อาจเห็นสีสันของวัตถุเด่นต่างกัน
ที่มา http://www.tieathai.org

คำนวณแสงสว่างภายในบ้าน

ระบบการให้แสงสว่างหลัก คือ การออกแบบระบบแสงสว่างให้มีความส่องสว่าง
เพียงพอตามมาตรฐานเพื่อการใช้งานในแต่ละพื้นที่นั้น ๆ
· ระบบการให้แสงสว่างรอง คือการออกแบบให้มีแสงสว่างให้เกิดความสวยงาม
หรือเน้นเพื่อให้เกิดความสนใจ สบายตา และ อารมณ์
· การให้แสงสว่างที่ดี ควรมีทั้วระบบการให้แสงสว่างหลักและแสงสว่างรอง
การส่องสว่างภายในบ้านอยู่อาศัย
· แสงจากหลอดที่ให้แสงสีเหลืองดูน่าอบอุ่นสำหรับบ้านและโรงแรม
· ความส่องสว่างสำหรับพื้นที่ทั่วไปใช้ 100 - 200 ลักซ์
· โคมไฟส่องลงหลอดGLS 100 วัตต์ที่ความสูงฝ้า 2.4 - 2.7 เมตรติดตั้งห่างกัน
ทุกๆ ระยะ 2 - 2.5 เมตร ให้ความส่องสว่างที่พื้นเฉลี่ย 100 ลักซ์
· ไม่ควรใช้ไฟเกินกว่า 80 % ของอัตราสวิตช์หรี่ไฟ
· การใช้โคมไฟระย้าควรมีโคมไฟชนิดอื่นช่วยให้แสงหลักด้วยเพื่อลดเงาที่เกิดเนื่อง
จากโคมไฟระย้า
· โคมระย้าใช้ 20 -25 วัตต์/ตารางเมตร/ 100 ลักซ์ และควรติดตั้งสวิตช์ไฟหรี่ด้วย
· การใช้โคมไฟระย้าควรระวัง ความสูงฝ้า และ นำหนักโคมระย้า
· โคมระย้าใช้ขนาดประมาณ 1/12 ของเส้นทะแยงมุมห้อง
· ช่องเปิดไฟหรืบควรมีขนาดอย่างน้อย 1/10 ของขนาดเบ้า
· ไฟหรืบฟลูออเสเซนต์ใช้ 8 - 12 วัตต์/ตารางเมตร/ 100 ลักซ์
· การให้แสงสว่างจากหรืบเพื่อส่องสว่างพืนที่ควรมีเพดานสีขาวหรือสีอ่อน
มิฉะนั้นแล้วแสงจากไฟหลืบที่เพดานเป็นสีทึบก็เป็นเพียงไฟตกแต่งเท่านั้น
ที่มา http://www.tieathai.org

การจัดวางดวงไฟในบ้าน

การวางระบบไฟฟ้าภายในบ้าน หลายคนมองข้ามในเรื่องนี้ และไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะยกให้เป็นหน้าที่ของช่างไฟฟ้า ในทางฮวงจุ้ยเองให้ความสำคัญในเรื่องของแสงสว่างค่อนข้างมาก เพราะบ้านอยู่อาศัย ถือเป็นฮวงจุ้ยคนเป็น "แสงสว่าง" บ่งบอกถึงพลังชีวิต เป็นพลัง หยางที่เคลื่อนไหว และนำโชคลาภมาสู่บ้าน การจัดระบบไฟฟ้าจึงควรใส่ใจสักนิดว่า ควรจะวาง ไฟไว้จุดใดของบ้านบ้าง ซึ่งผมจะไล่เรียงจากหน้าบ้านไปจนถึงภายในบ้านกันเลยนะครับ เพื่อให้มองเห็นง่ายขึ้น ดังนี้



1. ไฟหน้าประตูรั้ว - ควรมีดวงไฟ 2 ดวงวางด้านข้างประตู เปิดทิ้งไว้ในเวลา กลางคืนเพื่อดึงโชคลาภเข้าสู่บ้าน เหตุผลที่ต้องติดไฟ 2 ดวง ก็เพื่อให้เกิดความสมดุล นั่นเอง นอกจากนี้ กรณีที่บริเวณตรงข้ามกับบ้านเป็นบ้านร้าง หรือที่รกร้าง ไฟหน้าบ้านจะช่วยแก้ไขพลังอินชี่ (หยินพิฆาต) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย



2. ไฟหน้าประตูบ้าน - บริเวณทางเข้าบ้าน เป็นจุดที่จะต้องสว่าง เพราะฉะนั้น ควรติดไฟอย่างน้อย 1 ดวง



3. ไฟสนาม - บ้านที่มีพื้นที่ดินมาก แล้วปล่อยว่างเป็นสนาม ควรติดไฟ สนามเพื่อปรับความสมดุลของพื้นที่ เพราะถ้าไม่ติดไฟ เวลากลางคืนสนามจะมืดมาก ก่อสภาพอินชี่ได้



4. ไฟห้องนอน - ไม่ควรใช้ไฟประเภทหลอดเปลือย มองเห็นดวงไฟ ควรจะเป็น ไฟโคมที่กรองแสง หรือ ทำเพดานหลุมเพื่อซ่อนไฟเอาไว้ และห้ามวางตำแหน่งของดวงไฟตรงกับเตียงนอน เพราะ แสงที่สว่างเกินไปจะรบกวนการนอนได้



5. ไฟห้องน้ำ - ควรใช้ไฟที่สว่าง เพราะห้องน้ำมีความชื้นมาก ยิ่งห้องน้ำที่อยู่ใน ตำแหน่งอับทึบ ไม่มีแสงจากธรรมชาติส่องถึง ยิ่งต้องใช้ไฟที่สว่างเป็นพิเศษ เพื่อเผาผลาญเชื้อโรค และไล่ความชื้นให้หมดไป



6. ไฟห้องทำงาน - ห้องทำงานต้องการความกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา ไฟในห้องนี้ จึงต้องสว่าง เพราะแสงสว่างจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉง ถ้าใช้ไฟสลัว บรรยากาศภาย ในห้องจะทำให้อยากพัก มากกว่าอยากทำงาน



7. ไฟบันได - บันไดก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะต้องสว่าง เพราะเป็นจุดขึ้น-ลง และมี ความลาดชัน ถ้าบริเวณบันไดไม่ติดดวงไฟ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ ลื่นล้ม หรือตกบันไดก็มีมาก



8. ไฟระเบียง - บริเวณระเบียงบ้าน หรือดาดฟ้า ในทางฮวงจุ้ยถือเป็นจุดรับพลัง ชี่ที่ดี การติดไฟไว้บริเวณระเบียงในเวลากลางคืน จึงเป็นตัวชักนำชี่ที่ดีเข้าสู่บ้านได้



การใช้ดวงไฟในการให้แสงสว่างภายในบ้าน ถ้ารู้จักปรับใช้ให้ถูกกับการใช้สอยของแต่ละห้องแต่ละสถานที่ ก็จะช่วยส่งเสริมให้บ้านหลังนั้น มีฮวงจุ้ยที่ดี เป็นบ้านหยางที่มีชีวิตชีวา




ที่มา : nanapaint.com

การปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิค

ในปัจจุบัน มีผู้นิยมปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิคส์มากขึ้นเนื่องจากมีลวดลายต่าง ๆ
มากมายให้ได้เลือกใช้ ตลอดจนหาซื้อได้ง่าย แต่กระเบื้องปูพื้นนั้น นอกจากแฟน ๆ
คนรักบ้านจะต้องพิถีพิถันในการเลือกลวดลายกระเบื้องจนเป็นที่ถูกอกถูกใจแล้ว
สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือจะต้องพิถีพิถันในการเลือกช่างที่จะมาปูกระเบื้อง
ตลอดจนกลเม็ดเทคนิควิธีในการปูกระเบื้องครับ
ซึ่งมีวิธีปฏิบัติเป็นแนวทางในการปูพื้นกระเบื้องเซรามิคส์ดังนี้ครับ
/>
1.ต้องมั่นใจว่าพื้นที่จะปูกระเบื้องนั้นได้ทำความสะอาดเป็นที่เรียบร้อย ไม่มี
คราบฝุ่น น้ำมัน รอยสกปรกติดอยู่ ตลอดจนไม่ลืมตรวจเช็คระดับพื้น
หรือแนวระนาบของผนังที่จะปูถ้าไม่ได้ระดับ หรือระนาบควรตกแต่ง
หรือปรับให้ได้แนวที่ต้องการ

2. พื้นที่ที่จะปูกระเบื้อง
ต้องแห้ง ไม่มีความชื้น หากเป็นพื้นหรือผนังคอนกรีตนั้น
พื้นที่ที่จะปูกระเบื้องได้ต้องทิ้งไว้ให้แห้งหลังการเทพื้นหรือฉาบ
แล้วอย่างน้อยเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์
จนแน่ใจว่าพื้นไม่มีความชื้นแล้วจึงเริ่มลงมือปูกระเบื้องได้ครับ
เพราะหากพื้นที่จะปูกระเบื้องมีความชื้นอยู่จะมีผลทำให้แรงยึดกันระหว่าง
พื้นและวัสดุปูพื้นอ่อนลง สำหรับพื้นชั้นล่างที่อยู่ติดพื้นดิน
ควรรองพื้นด้วยแผ่นพลาสติก
และปูนซีเมนต์ผสมทรายที่จะทำการเทพื้นปรับระดับควรผสมน้ำยากันซึม
เพื่อป้องกันความชื้นซึมขึ้นมาตามร่องยาแนว หรือผิวของกระเบื้อง


3. ในการปูกระเบื้อง นั้น ควรเว้นร่องประมาณ 1-3 ม.ม.
เพื่อป้องกันปัญหาการโก่งแอ่นหลังจากการปูและใช้งาน
ในการปูกระเบื้องในปัจจุบันนั้นมีวัสดุประสานอยู่สองชนิดใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
ใช้กาวซีเมนต์ หรือปูนซีเมนต์ตามอัตราส่วน (ยกเว้นการปูกระเบื้องทับพื้นเดิม
ซึ่งควรใช้กาวซีเมนต์ชนิดพิเศษปู
หรือใช้น้ำยาที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะผสมกับกาวซีเมนต์ทั่วไป
ไม่ควรใช้ปูนซีเมนต์ผสมทรายเพียงอย่างเดียว) ในการปูพื้นกระเบื้องใหม่
แนะนำให้ใช้ปูนกาวซีเมนต์
เนื่องจากมีความแข็งแรงทนทานสามารถยึดเกาะได้ดีรวมทั้งสะดวกและรวดเร็วกว่า ครับ />

เมื่อเตรียมการเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงปูกระเบื้องโดยเริ่มปูจากแนวที่ติด ผนัง 1
แนว จัดกระเบื้องให้ลงตัว และตีแนวกระเบื้องที่ผนัง
(บรรดาช่างมักจะเรียกกรรมวิธีนี้ว่าตีปักเต๊า)
แล้วปูกระเบื้องจากพื้นขึ้นไปถึงจุดที่จะหยุดกระเบื้อง 1 แถว
เพื่อให้กระเบื้องลงตัวไม่เหลือเศษบนและล่าง
เสร็จแล้วจึงปูกระเบื้องตามแนวที่วางไว้ครับ

4.
เมื่อปูกระเบื้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะต้องทิ้งให้ซีเมนต์แห้งอย่างน้อย 24 ช.ม.
แล้วจึงยาแนวโดยปาดตามแนวเฉียงกับร่องกระเบื้อง เพื่อให้ตัวยาแนว
ลงร่องอย่างสม่ำเสมอ(ข้อสำคัญ คือ ต้องไม่ลืมทำความสะอาดร่องระหว่างกระเบื้อง
ก่อนการยาแนวนะครับ) เมื่อยาแนวเป็นที่เรียบร้อย ก็ควรที่จะต้องทิ้งพื้นที่ดังกล่าว
ไว้ 1 อาทิตย์ก่อนการใช้งาน โดยทำความสะอาดกระเบื้อง หลังจากปุเสร็จแล้ว 24-36
ชั่วโมงและหลังจากพื้นกระเบื้องแห้ง ทำการเช็ดผิวของกระเบื้องอีกครั้ง
ด้วยผ้าสะอาด

ที่มาจาก homeloverthai

โปรแกรมคำนวนกระเบื้องปูพื้น

สามารถคำนวนได้ที่ คลิกลิงค์ http://www.rci.co.th/th/cal/cal_flr.htm

การคำนวนกระเบื้องปูผนัง

การคำนวนกระเบื้องปูผนัง คลิกลิงค์หน้าเว็บ http://www.rci.co.th/th/cal/cal_wll.htm

การเลือกซื้อเครื่องสุขภัณฑ์

เครื่องสุขภัณฑ์ เป็นอุปกรณ์สำคัญภายในห้องน้ำที่
ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้อีกทั้งยังเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ประดับตกแต่ง
ให้ห้องน้ำภายในบ้านมีความสวยงามด้วย
ในการเลือกซื้อเครื่องสุขภัณฑ์นั้นควรคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลัก
เนื่องจากอุปกรณ์ภายในห้องน้ำเป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้งานระยะยาว
ต้องมีความคงทนแข็งแรงควบคู่ไปกับการออกแบบที่สวยงามเข้ากับห้องน้ำของ คุณ
เพราะหากเครื่องสุขภัณฑ์ชำรุดบ่อยครั้ง
การซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
ในการเลือกซื้อโถสุขภัณฑ์นั้นมีการพัฒนาออกมาให้ลดการใช้น้ำลง
จึงช่วยทำให้ประหยัดน้ำได้ถึง 30% ในแต่ละครั้งที่ทำการกดชำระล้าง
นอกจากนี้จะต้องตรวจดูถึงขนาดท่อประปาภายในบ้านที่จะทำการเชื่อมต่อเข้ากับ
โถสุขภัณฑ์ว่ามีขนาดตรงกันหรือไม่ ระยะทางในการวางท่อน้ำทิ้งที่เหมาะสม
อุปกรณ์ประกอบร่วมโถสุขภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่องของการกำจัดกลิ่นอันไม่พึง ประสงค์
ก่อนการตัดสินใจซื้อโถสุขภัณฑ์ควรตรวจดูสภาพภายนอกต้องไม่มีร่องรอยแตกร้าว หรือบิ่น
หรือให้ตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ห้องน้ำที่มีความเชี่ยวชาญคอยแนะนำและสาธิตการ
ชำระล้างด้วยวิธีต่างๆ เช่น การใส่ทิชชู่ลงไป การใส่เศษผ้าลงไป
และสังเกตดูว่าการชำระล้างเป็นอย่างไรบ้าง
อุปกรณ์ชุดลูกลอยอยู่ในสภาพเรียบร้อยหรือไม่
เพียงเท่านี้คุณก็จะได้เครื่องสุขภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีคุ้มค่าในงบประมาณที่
ต้องสูญเสียไป

ข่าวจาก Thaihomemaster .com

หลักในการออกแบบห้องน้ำ

เราสามารถวางแปลนห้องน้ำคร่าวๆ ได้ด้วยการ วาดผังห้องน้ำในสเกลที่เข้ามาตราส่วน
จากนั้นตัดกระดาษเป็นรูปสุขภัณฑ์ต่างๆ แล้วนำมาลองวางดู
และตรวจสอบดูว่าตำแหน่งที่คุณวางสามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัวหรือไม่
/> สำหรับห้องน้ำขนาดใหญ่
/> การจะติดตั้งทุกสิ่งลงไปในห้องน้ำขนาดใหญ่ให้ได้ ประโยชน์ใช้สอยสูงสุดต้อง
อาศัย การวางแผนที่ดี เพราะปัญหาส่วนใหญ่คือ
เมื่อจัดวางสุขภัณฑ์แล้วยังคงเกิดพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ว่างเปล่ากลางห้อง
นักออกแบบมักจะใช้วิธีดึงอ่างอาบน้ำขึ้นมาเป็นนางเอกของห้อง
โดยการตั้งอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวไว้กลางพื้นที่
นอกจากวิธีนี้จะช่วยแก้ความอ้างว้างได้อย่างชะงัดแล้วยังทำให้ห้องดูหรูหรา ขึ้นด้วย
หรือถ้าเตรียมระบบสุขาภิบาลไว้พร้อม
ก็อาจใช้วิธีฝังอ่างอาบน้ำลงในพื้นแทนก็ยังได้

สำหรับห้องน้ำเล็ก />
ในบ้านขนาดเล็กอย่างห้องแถวหรือคอนโดอาจเหลือพื้นที่ห้องน้ำเพียง 2.25
ตรม. ห้องน้ำที่เล็กมากๆ ต้องใช้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สูงขึ้นผสานกับความ
ชำนาญในการจัดวางอย่างประหยัดเนื้อที่จึงจะทำให้ดูมีมิติความกว้างยาวที่มาก ขึ้นได้
เพดานที่สูงมากจะยิ่งทำให้ห้องน้ำเล็กดูแคบลงไปอีก
ความสูงในเกณฑ์มาตรฐานที่ไม่ทำให้ห้องน้ำเล็ก กลายเป็นซอกแคบๆ ควรจะอยู่ที่ ประมาณ
2.2-2.4 เมตร อย่าใช้สีเข้มที่เพดานจะทำให้ดูอึดอัด ควรใช้ฝ้าเพดานที่เป็นสีขาว
เพราะจะทำให้ห้องสว่างขึ้นอาจเพิ่มดวงไฟที่ฝ้าเพดานอีก เพื่อลดความรู้สึกคับแคบลง
สีขาวและสีครีม เป็นสียอดนิยมในห้องน้ำเล็ก
ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้ห้องน้ำดูสะอาดและกว้าง
แต่ความจริงสีที่สื่อถึงความสะอาดยังมีอีกหลายสี เช่น
สีเขียวอ่อนสร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เป็นต้น
การวางตำแหน่งแสงสว่างที่ดีจะช่วยให้ห้องน้ำเล็กดูสบายขึ้นมาก
ใช้กระจกเงาขนาดใหญ่แต่งผนังและใช้สีโทนอ่อนที่ช่วยทำให้ห้องดูใหญ่ขึ้น อย่างได้ผล
พยายามเลือกใช้สุขภัณฑ์แบบที่ไม่กินเนื้อที่ แต่อย่าใช้ขนาดเล็กจนเกินมาตรฐาน
ขนาดความกว้างยาวของสุขภัณฑ์ที่เหมาะสมแก่การใช้งาน
จะช่วยให้คุณตัดสินใจซื้อสุขภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น

-
พื้นที่สำหรับอ่างอาบน้ำความกว้างน้อยที่ สุดเริ่มตั้งแต่ 75 ซม. ยาวเริ่มที่ 1.7
ม.
- พื้นที่สำหรับฝักบัวยืนอาบไม่ควรเล็กว่า 0.90 x 0.90 ม.
-
ขนาดของถาดอาบน้ำสำเร็จรูปไม่ควรเล็กกว่า 0.90 x 0.90 ม.
-
พื้นที่ติดตั้งชักโครกไม่ควรกว้างน้อย กว่า 0.85 ม.

ประตู
เปิดเข้าออกก็อาจเป็นปัญหาสำหรับห้องน้ำขนาดเล็ก เพราะประตูห้องน้ำที่
เปิดเข้าจะต้องการพื้นที่สำหรับวงสวิง
หากจำเป็นอาจต้องใช้ประตูบานเลื่อนที่ประหยัดเนื้อที่ได้ และถ้าไม่หมดทางเลือกจริงๆ
ไม่แนะนำให้ใช้ประตูห้องน้ำในลักษณะเปิดออก
เพราะทำให้เกิดอุบัติเหตุคนข้างในเปิดประตูฟาดหน้าผู้ที่อยู่หน้าห้องได้
/> บทความจาก : Home Simple

วิธีการเลือกซื้อโถสุขภัณฑ์

ขั้นตอนที่ 1
แบบระบบ WASH OUT- เป็นส้วมราด หรือส้วมนั่ง ยองใช้น้ำตักราดเพื่อชำระล้าง จึงใช้ปริมาณน้ำน้ อย มีข้อเสียในเรื่องของสุขลักษณะ และการดักกลิ ่น

ขั้นตอนที่ 2
ระบบ WASH DOWN- เป็นส้วมชักโครก หรือส้วม นั่งราบชำระล้างโดยการปล่อยน้ำพุ่งลงจากรอบขอ บโถอย่างแรง และมีปริมาณมากพอ

ขั้นตอนที่ 3
ระบบ SIPHONIC WASH DOWN- มีการพัฒนาคอห่านใ ห้โค้งลาด และความยาวท่อมากขึ้น เพื่อให้เกิดก าลักน้ำ (SIPHON)ชำระล้างโดยการปล่อยน้ำพุ่งลง มาอย่างแรงเหมือนระบบ WASH DOWN

ขั้นตอนที่ 4
ระบบ SIPHON JET- มีการปล่อยน้ำเพื่อชำระล้า งจาก 2 ส่วน คือ ปล่อยลงคอห่าน โดยตรง จากรอบ ขอบโถ และปล่อยจากรูที่เจาะไว้ ตรงด้านหน้าส่วน ล่างของโถ พุ่งตรงเข้าคอห่าน ทำให้เกิดกาลักน้ำไ ด้ดีขึ้น เสียงดังน้อยกว่า มีพื้นผิวน้ำในโถมาก กว่า และท่อคอห่านโตกว่า

ขั้นตอนที่ 5
ระบบ SIPHON VORTEX- มีการปล่อยน้ำจาก 2 ส่ว น เช่นกัน คือ จากรอบขอบโถ และจากการไหลผ่านช่อ งน้ำไหลคล้ายท่อที่มีปลายอยู่ใต้ผิวน้ำ มุมของน้ ำที่ออกมาจะเอียงพอที่จะทำให้เกิดการหมุนของน้ำ ทำให้เกิดกาลักน้ำได้ดียิ่งขึ้นเสียงค่อนข้างเ งียบ นิยมทำเป็นโถแบบพิเศษ ราคาสูง ตัวถังชักโค รก หรือหม้อน้ำ มักจะหล่อเป็นชิ้นเดียวกับโถ จึ งเรียก เป็น สุขภัณฑ์ชิ้นเดียว (ONE PIECE TOILET)

ขั้นตอนที่ 6
การเลือกซื้อ- ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มีเป็นหลั ก แบบที่มีระบบชำระล้างที่มีประสิทธิภาพสูง และ ประหยัดน้ำ ราคาก็ต้องสูง แบบพิเศษที่มีขนาดใ หญ่ นั่งสบาย หรือที่มีการออกแบบให้ดูทันสมัย เ ป็นแนวโมเดิร์น ราคาก็จะสูง สีของโถสุขภัณฑ์ ก็ มีส่วนในการกำหนดราคาด้วย ทั้งนี้สีขาว จะราคา ต่ำที่สุด
ขั้นตอนที่ 7
การตรวจสอบ- ทุกครั้งที่ซื้อต้องไม่ลืมตรวจดูว ่า มีอุปกรณ์ภายในหม้อน้ำ พร้อมคู่มือการติดตั้ งอยู่ครบหรือไม่ สี จะต้องเรียบเป็นสีเดียวกัน และไม่มีรอยด่าง และรอยตำหนิต่างๆ
ที่มา HomePro

ราคางานกระจก-อลูมิเนียม


วัตถุประสงค์ของการให้ข้อมูลการประมาณราคา  สำรับการถอดแบบคำนวณราคากลางงานก่อสร้าง
          เพื่อทราบราคาค่าก่อสร้างเบื้องต้นก่อนลงมือก่อสร้างจริง เพื่อจัดเตรียมงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในงานก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบราคาค่าก่อสร้างที่จัดทำโดยผู้รับเหมา ผู้ที่นําราคาวัสดุนี้ไปใช้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ใช้ และควรตรวจสอบราคาจากพาณิชย์จังหวัด (ท้องถิ่น)อีกครั้งหนึ่ง

ข้อสังเกต สเปคอลูมิเนียมที่ใช้ตามท้องตลาด ที่แต่ละร้านคิดราคาต่างกัน อาจมาจากอลูมิเนียมที่ใช้หนาไม่เท่ากันดังนี้1.1มม./1.2(มาตราฐาน)/1.3/1.5
มาตรฐานงานกระจก - อลูมิเนียมทั่วไปที่ใช้บ่อย ๆ มีดังนี้
1. ชุดหน้าต่างบานเลื่อน 2 บานพื้นที่ไม่เกิน 100*120ซ.ม.
ไม่มีช่องแสง / ไม่มีกรอบวงกบ / ไม่มีมุ้งลวด
Set A. อลูมิเนียมสีธรรมดา + กระจกใส ราคาชุดละ 3,500 บาท
Set B. อลูมิเนียมสีชาหรือสีทอง+กระจกสีดำราคาชุดละ4,000 บาท
Set C. อลูมิเนียมสีขาว(อบสี)+กระจกเขียวใสหรือใสราคาชุดละ5,000 บาท
Set D. อลูมิเนียมสีดำ + กระจกใส ราคาชุดละ 4,500 บาท
2.ชุดหน้าต่างบานเลื่อน 4 บานพื้นที่ไม่เกิน 110*200 ซ.ม.
ไม่มีช่องแสง/ ไม่มีกรอบวงกบ / ไม่มีมุ้งลวด
Set A. อลูมิเนียมสีธรรมดา + กระจกใส ราคาชุดละ 5,000บาท
Set B. อลูมิเนียมสีชาหรือสีทอง+กระจกสีดำราคาชุดละ 5,500บาท
Set C. อลูมิเนียมสีขาว(อบสี)+กระจกเขียวใสหรือใสราคาชุดละ 6,500บาท
Set D. อลูมิเนียมสีดำ + กระจกใส ราคาชุดละ 6,000บาท
3.ชุดประตูบานเลื่อน (ล้อล่าง) 2 บานพื้นที่ไม่เกิน200*150ซ.ม.
ไม่มีช่องแสง/ ไม่มีกรอบวงกบ / ไม่มีมุ้งลวด
Set A. อลูมิเนียมสีธรรมดา + กระจกใส ราคาชุดละ 5,500บาท
Set B. อลูมิเนียมสีชาหรือสีทอง+กระจกสีดำราคาชุดละ 6,500บาท
Set C. อลูมิเนียมสีขาว(อบสี)+กระจกเขียวใสหรือใสราคาชุดละ 8,500บาท
Set D. อลูมิเนียมสีดำ + กระจกใส ราคาชุดละ 7,500บาท

กระจกมีหลายชนิดแน่นอน แต่หากเราจะแบ่งความแข็งแรงของกระจกเพื่อการใช้งานให้ถูกที่ และไม่บินลงมา ทำอันตราย
ก็น่าจะแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด คือ
 1. กระจกธรรมดา หรือ ที่เรียกภาษาเทคนิคว่า Anneal Glass เวลาแตกจะเป็นปากปลาฉลาม ซึ่งอันตราย แต่ยังโชคดี ที่รอยแตกจะวิ่งเข้าสู่กรอบ ทำให้ส่วนใหญ่ ยังไม่หล่นลงมาโดยทันทีทันใด มองจากภายนอกไม่เป็นลอนดูเรียบสวยงาม
 2. กระจก Tempered คือ เอากระจกธรรมดามาทำให้ร้อนเกือบหลอมละลายใหม่ แล้วทำให้เย็น จะเป็นการ เพิ่มความแข็งแรง เวลาแตกจะแตกกระจายเป็นเม็ดเล็ก ๆ ไม่เป็นอันตรายมาก แต่จะไม่มีรอยแยกวิ่งเข้ากรอบ ทำให้เมื่อแตกแล้วจะร่วงหล่นลงมาทันที ดูจากภายนอกจะเป็นลอนเล็กน้อย จึงดูหลอกตา ในบางมุมมอง
 3. กระจก Heat Strengthen จะ คล้ายกับกระจกสองอย่างแรกปนกัน โดยนำกระจกธรรมดามาให้ความร้อน (แต่ไม่ถึงขนาด Tempered Glass) จึงมีความแข็งแรงมากขึ้น (ไม่เท่ากับ Tempered) เวลาแตกจะแตกแบบ Float มองดูภายนอกเป็นลอนบ้างบางครั้ง แต่ไม่มาก
 4. กระจก Laminated ซึ่ง ความจริงไม่น่าจะนำมาเปรียบเทียบกับกระจกทั้ง 3 อย่างแรก เพราะไม่ใช่แตกต่างกัน ที่วิธีการผลิต แต่เป็นการเอากระจก (อะไรก็ได้) มารีด ประกบติดกัน ด้วยแผ่นฟิล์ม ทำให้เกิด ความแข็งแรงมากขึ้น เวลาแตก.. แผ่นฟิล์มจะทำหน้าที่ยึดติด ไม่ให้ร่วงหล่นลงมาได้
       จากกระจกที่แบ่งตามความแข็งแรงในการ ใช้ดังกล่าวข้างต้น ก็อาจจะแยกกระจก ออกเป็นไปตาม ความสวยงาม หรือผ่านวิธีกรรมอื่น ๆ ได้อีกต่อไป เช่นทำให้ออกมา เป็นกระจกกรองแสง กระจก สะท้อนแสง กระจกเงา ฯลฯ …. แต่นั่นคงไม่ใช่ ความทำเป็นกระจกตัดแสง กระจกสะท้อนแสง หรือกระจกเงาได้ไม่ยากนัก

    ที่มา http://www.tortermban.com


    home page: http://baanthaidd.blogspot.com/
    Tags:เรารับออกแบบบ,ออกแบบบ้าน, แบบบ้านชั้นเดียว, แบบแปลนบ้าน, บ้านออกแบบ, บ้าน แปลน, ฟรีแบบบ้าน, แบบบ้านสวย, แบบบ้านสองชั้น, บ้านราคา,เรารับออกแบบบ้าน, ขายแบบบ้าน, แบบต่างๆ สไตล์ต่างๆ หลากหลายแบบ, แบบบ้านสำเร็จ, แบบบ้านสวย, แบบบ้าน 2 ชั้น, แปลนบ้านชั้นเดียว, แบบบ้านชั้นเดียว, แบบบ้านไม้, แบบบ้านทรงไทย, แบบบ้านชั้นครึ่ง, แบบบ้านรีสอร์ท, บ้านและสวน, แบบบ้านฟรี, แบบบ้านราคาประหยัด, แบบบ้านราคาถูก, แบบบ้านประหยัดพลังงาน, แบบบ้านเรือนไทย, แบบบ้าน,แบบบ้านไม้ชั้นเดียว, แบบบ้าน2ชั้น, ออกแบบตกแต่งภายใน, อาคารพานิชย์, หรืออาคารต่างๆ,รับสร้างบ้าน, ตกแต่งภายใน, รับเหมาต่อเติม,ออกแบบโรงงาน,รื้อ บ้าน

    ผนังเบา(ยิปซั่ม) ราคาค่าใช้จ่าย?

    - ผนังเบา ยิบซั่มฉาบเรียบ โครงซีไลน์ (ไม่รวมค่ากลิ้งสี) เริ่มต้นที่ 100 ตรม. ราคา ตรม. ละ 525 บาท - 500 ตรม. ขึ้นไป ราคา ตรม.ละ 470 บาท
    - ฝ้ายิบซั่มฉาบเรียบ (ไม่รวมค่ากลิ้งสี) เริ่มต้นที่ 100 ตรม. ราคา ตรม. ละ 290 บาท - 500 ตรม.ขึ้นไป ราคา ตรม. ละ 260 บาท
    - หลุมฝ้ายิบซั่มฉาบเรียบ (ไม่รวมค่ากลิ้งสี) เริ่มต้นที่ 100 ตรม. ราคา ตรม.ละ 120 บาท - 500 ตรม.ขึ้นไป ราคา ตรม. ละ 120 บาท
    - ฝ้ายิบซั่ม ที-บาร์ (ไม่รวมค่ากลิ้งสี) เริ่มต้นที่ 100 ตรม. ราคา ตรม. ละ 260 บาท - 500 ตรม.ขึ้นไป ราคา ตรม.ละ 210 บาท

    งานผนังเบาโครงซีไลน์ สังกะสี แผ่นยิปซั่มตราช้าง 9 มม. ไม่รวมทาสี 1 ตร.ม. คือ 2 หน้า เฉพาะผนังตรง ( ราคานี้ไม่รวมผนังโค้ง ผนังหักมุมหรือมีรอยต่อเยอะ ) ความสูงไม่เกิน 4 เมตร
    ผนังเบา คือผนังที่ทำขึ้นโดยไม่ต้องมีคานรองรับใต้พื้น เป็นวัสดุเบาๆ มีน้ำหนัก 30-40 กิโลกรัมต่อตารางเมตร นิยมใช้ทั้ง ภายในและภายนอกอาคาร ตัวอย่างเช่น ผนังอีเตอร์แพน บอร์ด อีเตอร์แพน บอร์ด เป็นไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด ใช้งานได้หลากหลาย เช่น ผนังภายนอกใช้ความหนาที่ 6, 7.5, 9 และ 12 มม. ตามแต่ละสภาพของงาน สามารถตัดแผ่นให้ได้ขนาดที่ต้องการ เว้นรอยต่อ 3-5 มม. รอยต่อใช้โพลียูริเทนยาแนว ก็จะเป็น ผนังเบาที่สวยงามได้ หรืองานผนังภายใน สามารถใช้ความหนาที่ 5.5, 6, 7.5 และ 9 มม. ตีชิดฉาบเรียบด้วยผงยิบซั่มและปลาสเตอร์ ไม่ต้อง เว้นรอยต่อระหว่างแผ่นเรียบสนิทไร้ร่องรอย เก็บหัวสกรูได้สวยงาม เป็นทั้งผนังเก็บเสียง กันไฟปลอดภัยจากมอก ปลวก และ เชื้อรา นอกจาก แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ดแล้ว ยังมีวัสดุแผ่นอีกหลายชนิดในท้องตลาด เช่น ยิบซั่มบอร์ด ไม้อัด กระเบื้องแผ่น เรียบ สามารถเลือกใช้ได้โดยไม่ต้องทำคานรองรับใต้พื้น การจะใช้วัสดุอะไร ขอให้ดูข้อมูลวัสดุนั้นๆ ว่ากันปลวก กันมอด กันน้ำ ได้ดีเพียงใด การยึดโยงติดตั้งทำอย่างไร มีความคงทนได้ดีเพียงใด เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้ วัสดุนั้นๆ กับบ้านคุณ
    ที่มา http://th.answers.yahoo.com

    วัตถุประสงค์ของการให้ข้อมูลการประมาณราคา  สำรับการถอดแบบคำนวณราคากลางงานก่อสร้าง
              เพื่อทราบราคาค่าก่อสร้างเบื้องต้นก่อนลงมือก่อสร้างจริง เพื่อจัดเตรียมงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในงานก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบราคาค่าก่อสร้างที่จัดทำโดยผู้รับเหมา ผู้ที่นําราคาวัสดุนี้ไปใช้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ใช้ และควรตรวจสอบราคาจากพาณิชย์จังหวัด (ท้องถิ่น)อีกครั้งหนึ่ง

      home page: http://baanthaidd.blogspot.com/
    Tags:เรารับออกแบบบ,ออกแบบบ้าน, แบบบ้านชั้นเดียว, แบบแปลนบ้าน, บ้านออกแบบ, บ้าน แปลน, ฟรีแบบบ้าน, แบบบ้านสวย, แบบบ้านสองชั้น, บ้านราคา,เรารับออกแบบบ้าน, ขายแบบบ้าน, แบบต่างๆ สไตล์ต่างๆ หลากหลายแบบ, แบบบ้านสำเร็จ, แบบบ้านสวย, แบบบ้าน 2 ชั้น, แปลนบ้านชั้นเดียว, แบบบ้านชั้นเดียว, แบบบ้านไม้, แบบบ้านทรงไทย, แบบบ้านชั้นครึ่ง, แบบบ้านรีสอร์ท, บ้านและสวน, แบบบ้านฟรี, แบบบ้านราคาประหยัด, แบบบ้านราคาถูก, แบบบ้านประหยัดพลังงาน, แบบบ้านเรือนไทย, แบบบ้าน,แบบบ้านไม้ชั้นเดียว, แบบบ้าน2ชั้น, ออกแบบตกแต่งภายใน, อาคารพานิชย์, หรืออาคารต่างๆ,รับสร้างบ้าน, ตกแต่งภายใน, รับเหมาต่อเติม,ออกแบบโรงงาน,รื้อ บ้าน

    ผนังก่ออิฐฉาบปูน ราคาเท่าไหร่

    เอาตามประสบการณ์ที่ทำมาเวลาคิดงานประมาณราคาผนังที่เราระบุลงในแบบว่า เป็นผนังก่ออิฐฉาบปูนทาสี จะแยกเป็น

    -งานก่ออิฐมอญ จะครึ่งแผ่นหรือเต็มแผ่นก็ว่าไปคิดเป็นตารางเมตรที่ก่อ

    -งานฉาบปูน(คิดเป็นตารางเมตรเหมือนกันบางผนังก็ฉาบ 2ด้านบางผนังก็ฉาบด้านเดียว จึงควรแยกออกจากงานก่อ)

    -งานเสาเอ็น-ทับหลัง(คิดเป็นเมตร เช่นก่อผนังสูง3เมตรก็ต้องมีทับหลังครึ่งหนึ่งและคิดโดยรอบช่องเปิดประตู-หน้าต่าง

    -งานทาสี

    เอาราคางาน 4 อย่างแยกเป็นค่าของค่าแรง นะครับ

    งานก่ออิฐมอญครึ่งแผ่น ค่าของ 180-190 ค่าแรง 70-80

    งานฉาบปูน (หนา1.5ซม.) ค่าของ 60-70 ค่าแรง 70-80

    เอ็น คส.ล. ขนาด 0.10 x 0.10 ม. ค่าของ 180-200 ค่าแรง 35-40

    งานทาสี (แล้วแต่เกรดสี) ค่าของ 40-60 ค่าแรง 35-40

    ก็ตกราวๆ 670-760 บาทต่อตารางเมตร แต่ถ้าผนังนั้นฉาบปูน 2 ด้านแน่ๆก็บวกไปอีก 130-150 ถ้าทาสี 2ด้านบวกอีก 75-100

    ที่มา http://www.asa.or.th
    วัตถุประสงค์ของการให้ข้อมูลการประมาณราคา  สำรับการถอดแบบคำนวณราคากลางงานก่อสร้าง
              เพื่อทราบราคาค่าก่อสร้างเบื้องต้นก่อนลงมือก่อสร้างจริง เพื่อจัดเตรียมงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในงานก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบราคาค่าก่อสร้างที่จัดทำโดยผู้รับเหมา ผู้ที่นําราคาวัสดุนี้ไปใช้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ใช้ และควรตรวจสอบราคาจากพาณิชย์จังหวัด (ท้องถิ่น)อีกครั้งหนึ่ง
    home page: http://baanthaidd.blogspot.com/
    Tags:เรารับออกแบบบ,ออกแบบบ้าน, แบบบ้านชั้นเดียว, แบบแปลนบ้าน, บ้านออกแบบ, บ้าน แปลน, ฟรีแบบบ้าน, แบบบ้านสวย, แบบบ้านสองชั้น, บ้านราคา,เรารับออกแบบบ้าน, ขายแบบบ้าน, แบบต่างๆ สไตล์ต่างๆ หลากหลายแบบ, แบบบ้านสำเร็จ, แบบบ้านสวย, แบบบ้าน 2 ชั้น, แปลนบ้านชั้นเดียว, แบบบ้านชั้นเดียว, แบบบ้านไม้, แบบบ้านทรงไทย, แบบบ้านชั้นครึ่ง, แบบบ้านรีสอร์ท, บ้านและสวน, แบบบ้านฟรี, แบบบ้านราคาประหยัด, แบบบ้านราคาถูก, แบบบ้านประหยัดพลังงาน, แบบบ้านเรือนไทย, แบบบ้าน,แบบบ้านไม้ชั้นเดียว, แบบบ้าน2ชั้น, ออกแบบตกแต่งภายใน, อาคารพานิชย์, หรืออาคารต่างๆ,รับสร้างบ้าน, ตกแต่งภายใน, รับเหมาต่อเติม,ออกแบบโรงงาน,รื้อ บ้าน

    ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง จะกระทำโดยผู้ใดได้บ้าง

    ผู้ควบคุมงาน จะกระทำโดยผู้ใดได้บ้างนั้น การพิจารณาต้องพิจารณาจากกฎหมาย ๓ ฉบับ คือ:-
    • ๑. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
    • ๒. กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. ๒๕๔๙ ออกตามพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. ๒๕๔๓
    • ๓. กฎกระทรวงกำหนดสาขาวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม พ.ศ. ๒๕๕๐ ออกตามพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. ๒๕๔๒
    ๑.พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
    มาตรา ๒๙ วรรคสอง บัญญัติว่า:- ผู้ควบคุมงานจะเป็นบุคคลใดหรือเป็นเจ้าของอาคารก็ได้ เว้นแต่จะเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพวิศวกรรมหรือกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพสถาปัตยกรรม
    พิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า:- การควบคุมงานตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ นั้น โดยปกติแล้ว จะเป็นผู้ใดก็ได้ เช่น ผู้รับเหมา วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ หรือเจ้าของอาคารจะเป็นผู้ควบคุมงานด้วยตนเองก็ย่อมได้ ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีเข้าข่ายควบคุม(ต้องห้าม)ตามพ.ร.บ.สถาปนิกฯ หรือ พ.ร.บ.วิศวกรฯ จะต้องให้สถาปนิกหรือ วิศวกรในแต่ละสาขาและระดับควบคุมเท่านั้น ดังนั้น เรามาดูกฎหมายของสถาปนิกกับวิศวกร กันดูนะครับว่าบัญญัติไว้อย่างไรบ้าง
    ๒.กฎกระทรวง กำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. ๒๕๔๙ บัญญัติว่า:-
    ข้อ ๒ วิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ได้แก่ วิชาชีพสถาปัตยกรรมในสาขา ดังต่อไปนี้ (๑) สาขาสถาปัตยกรรมหลัก ในงานตามข้อ ๓ ยกเว้นการออกแบบ วางผังอาคารที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลพื้นที่รวมกันไม่เกิน ๑๕๐ ตารางเมตร หรืออาคารเพื่อการเกษตรพื้นที่ไม่เกิน ๔๐๐ ตารางเมตร
    ข้อ ๓ งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมแต่ละสาขา มีดังต่อไปนี้ (๓) งานบริหารและอำนวยการก่อสร้าง หมายถึง... การควบคุมการก่อสร้าง...
    พิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า:- การควบคุมการก่อสร้าง นั้น เข้าข่ายเป็นงานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมทุกประเภท ทุกขนาด ครับ รายละเอียด ตามข้อ ๓ ของกฎกระทรวงฯ ส่วนกรณีข้อยกเว้นตามข้อ ๒ นั้น:- หลักกฎหมายมีอยู่ว่า ข้อยกเว้นในกฎหมาย การตีความ ต้องตีความโดยเคร่งครัด พิจารณาจากข้อ๒ แล้ว จะเห็นได้ว่า:- กฎหมายใช้คำว่า ยกเว้น การออกแบบวางผังอาคาร เท่านั้น การควบคุมงานไม่มีการยกเว้นแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะเป็นอาคารพักอาศัยพื้นที่ไม่เกิน ๑๕๐ ตารางเมตร ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องใช้สถาปนิกเป็นผู้ออกแบบ
    ๓.ข้อบังคับสภาวิศวกรว่าด้วยหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมแต่ละระดับสาขาวิศวกรรมโยธาพ.ศ. ๒๕๕๑บัญญัติว่า:-
    ข้อ ๖ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธาระดับภาคีวิศวกร ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ได้เฉพาะงาน ประเภทและขนาดดังนี้
    (๑) งานออกแบบและคำนวณ..............
    (๒) งานควบคุมการสร้างหรือการผลิต
    (ก) อาคารที่มีความสูงไม่เกิน ๘ ชั้น
    (ข) อาคารสาธารณะที่มีความสูงไม่เกิน ๘ ชั้น
    พิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า:- อาคารทุกขนาดเข้าข่ายเป็นอาคารควบคุมตาม กฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ.วิศวกรฯ โดยผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธาระดับภาคีวิศวกร ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ได้เฉพาะงาน ประเภทและขนาดดังนี้
    (๒) งานควบคุมการสร้างหรือการผลิต
    (ก) อาคารที่มีความสูงไม่เกิน ๘ ชั้น (อาคารของเราสูงเพียง 2 ชั้น แต่ละชั้นสูงถึง 4 เมตร และไม่มีช่วงคานใดถึง 5 เมตรเลย)
    สรุปได้ว่า:- อาคารพักอาศัย สองชั้น พื้นที่ ๓๐๐ ตารางเมตร เจ้าของอาคารเป็นผู้ควบคุมงานเองไม่ได้ครับ อย่างน้อยต้องมีสถาปนิกเป็นผู้ควบคุม หรือ ต้องมีวิศวกรควบคุมงาน คนใดคนหนึ่ง ก็ได้
    ที่มา http://www.asa.or.th

    หลักการสุขาภิบาลที่อยู่อาศัย "บ้าน"

    สมาคมสาธารณสุขอเมริกัน (American Public Health Administration) ได้กำหนดมาตรฐานความต้องการในเรื่องบ้านพักอาศัย ดังนี้คือ

    •บ้านพักอาศัยจะต้องมีลักษณะเป็นไปตามความต้องการทางด้านร่างกายของผู้อยู่-อาศัย (Fundamental Physiological Needs)
    •บ้านพักอาศัยจะต้องเป็นไปตามความต้องการทางด้านจิตใจของผู้อยู่อาศัย (Fundamental Psychological Needs)
    •ต้องป้องกันโรคติดต่อภายในบ้าน (Provision against Communicable Diseases)
    •สามารถป้องกันอุบัติเหตุภายในบ้าน (Provision against Accidents)
    1. ความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย (Fundamental Physiological Needs)
    หมายถึง การจัดสิ่งแวดล้อมของที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมสนองความต้องการทางร่างกาย แก่ผู้อยู่อาศัยได้ เช่น การจัดระบบระบายอากาศให้เหมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อยู่อาศัยที่จะต้องพิจารณาจัดให้ถูกต้องด้วย ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่


    1.1 อุณหภูมิและความชื้น (Temperature and Humidity)
    อุณหภูมิและความชื้นมีส่วนทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกสบาย หากมีอากาศร้อนและความชื้นสูงจะทำให้รู้สึกเฉื่อยชา (sluggish) แต่ถ้าหากมีอากาศเย็นหรือแห้งและความชื้นต่ำ มักจะมีความกระตือรือร้น อย่างไรก็ตาม มนุษย์แต่ละพื้นที่จะมีความรู้สึกสบายต่ออุณหภูมิและความชื้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ความไวต่อความรู้สึก (sensation) สุขภาพอนามัย (health) เพศ (sex) กิจกรรมที่กำลังกระทำ (activities) เครื่องแต่งกาย และอายุของผู้อยู่อาศัย เป็นต้น ในประเทศไทย อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับคนไทยมีการเสนอแนะว่า ควรอยู่ในช่วง 26.5-29 องศาเซลเซียส ความเร็วลม 1 ฟุตต่อวินาที ที่ความชื้นสัมพัทธ์ 50-60 เปอร์เซ็นต์ และที่อุณหภูมิเบี่ยงเบน 3-6 องศาเซลเซียส
    1.2 การระบายอากาศ (Ventilation)
    การระบายอากาศที่ดี เป็นการช่วยให้บ้านพักอาศัยปราศจากมลพิษทางอากาศภายในบ้านพักอาศัย (Indoor Air Pollution) เป็นการลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังและเยื่อบุอักเสบต่าง ๆ (chronic respiratory diseases and malignancies) สารมลพิษต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการสันดาปเชื้อเพลิงที่เกิดจากการหุงต้มภายในบ้าน เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารประกอบอินทรีย์ ควันบุหรี่ เป็นต้น
    • การระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ (Natural Ventilation) เป็นการออกแบบและสร้างส่วนต่างๆภายในบ้าน ให้มีการระบายอากาศเป็นไปโดยธรรมชาติ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องส้วม เป็นต้น การเคหะแห่งชาติได้กำหนดมาตรฐานส่วนต่างๆ ภายในที่อยู่อาศัย เพื่อการระบายอากาศที่เหมาะสม ดังนี้
    ก. การระบายอากาศของพื้นที่อยู่อาศัย
    • ความสูงจากพื้นถึงเพดานของพื้นที่ใช้อยู่อาศัย ต้องไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร
    • ปริมาตรพื้นที่อยู่อาศัยต้องไม่น้อยกว่า 10 ลูกบาศก์เมตรต่อคน โดยนับรวมห้องที่อยู่อาศัยทั้งหมดของบ้าน
    • พื้นที่ของประตู หน้าต่าง ช่องระบายลม รวมกันจะต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของพื้นที่ห้องนั้น ๆ
    ข. การระบายอากาศของพื้นที่ที่ไม่ใช้อยู่อาศัย
    • การระบายอากาศใต้ถุน อาคารที่มีพื้นที่ชั้นล่างลอยพ้นจากระดับดิน ซึ่งบางส่วน หรือทั้งหมดของโครงสร้างนั้นเป็นไม้จะต้องมีช่องระบายอากาศอย่างน้อย ร้อยละ 10 ของเนื้อที่ใต้ถุนทั้งหมด
    • การระบายอากาศห้องหลังคา และเนื้อที่เหนือเพดาน ต้องจัดให้มีทางลมผ่านตลอด มีขนาดเท่ากับร้อยละ 5 ของพื้นที่เพดาน ในกรณีที่ใช้ห้องหลังคาเป็นที่อยู่อาศัย จะต้องจัดให้มีการระบายอากาศ เช่นเดียวกับการระบายอากาศของพื้นที่อยู่อาศัย



    • การระบายอากาศโดยอาศัยเครื่องมือกล (Mechanical Ventilation)ได้แก่ การระบายอากาศโดยการติดตั้งพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยปรับระดับของอุณหภูมิและเกิดการถ่ายเทอากาศภายในห้อง หรืออาคารที่อยู่อาศัยตามความเหมาะสมที่ต้องการ โดยปกติแล้วไม่ควรน้อยกว่า 15 ลูกบาศก์ฟุตต่อคนต่อนาที ถ้า 25 ลูกบาศก์ฟุตต่อคนต่อนาที จะช่วยระบายกลิ่นได้ด้วย แต่ไม่ควรเกิน 50 ลูกบาศก์ฟุตต่อคนต่อนาที เพราะจะทำให้รู้สึกไม่สบาย สำหรับ เครื่องปรับอากาศ ควรมีอุณหภูมิ ระหว่าง 24–29 องศาเซลเซียส

    1.3 แสงสว่าง (Lighting)
    แสงสว่างในที่อยู่อาศัย ควรจะต้องจัดให้มีพอเพียงตามความต้องการของผู้อยู่ อาศัย สำหรับประกอบกิจกรรมต่างๆ ภายในบ้านได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สายตา โดยปกติ ควรจัดให้มีพื้นที่ประตู หน้าต่าง และช่องลม รวมกันแล้ว ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของพื้นที่ห้อง เพื่อให้สามารถเปิดให้แสงสว่างจากภายนอกส่องเข้ามาข้างในได้ มีสภาพแสงที่เหมาะสมต่อการทำกิจกรรม บางแห่งของที่อยู่อาศัย มีเพียงแหล่งแสงสว่างจากภายนอกเท่านั้นก็เพียงพอ แต่ในบางแห่ง จำเป็นต้องมีแหล่งแสงจากหลอดไฟประดิษฐ์เพิ่มเติมในบางจุด เพื่อให้มีความเข้มของการส่องสว่างเพียงพอตามลักษณะงานที่ทำ รวมถึงการที่ต้องเปิดหลอดไฟประดิษฐ์ในตอนกลางคืนด้วย

    กรณีที่ต้องใช้หลอดไฟประดิษฐ์นั้น มีข้อควรคำนึงอยู่หลายประการ ดังนี้คือ
    - ห้ามใช้แสงจ้าหรือแสงมืดสลัว เพราะจะมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทตา กล้ามเนื้อที่ยึดเลนส์นัยน์ตาจะทำงานผิดปกติ ทำให้อวัยวะที่เกี่ยวกับตา และประสาทตาเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ แสงจ้าจะทำให้ตาพร่ามัว รู้สึกแสบตา ส่วนแสงสลัว จะทำให้ต้องเพ่งสายตามากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า และมองเห็นไม่ชัด อาจเกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย
    - ห้ามใช้แสงกระพริบ เพราะจะทำให้เกิดการกระตุ้นประสาทตาให้เป็นไปตามจังหวะของการกระพริบของแสงนั้น สายตาและประสาทตาจะเสื่อมเสียเร็วกว่าปกติ
    - พยายามจัดให้มีความสว่างกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอทั่วทุกพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเงาหรือให้มีน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี และยังก่อให้เกิดความสะดวกสบายต่อการอยู่อาศัยและการทำงานด้วย

    การจัดแสงสว่างในที่อยู่อาศัย สามารถจัดได้ 2 ลักษณะคือ
    • โดยใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ (Natural lighting)
    • โดยใช้ดวงไฟ (Artificial lighting)

    1. การจัดแสงสว่าง โดยใช้แหล่งของแสงจากธรรมชาติ (Natural lighting)
    แหล่งของแสงสว่างจากธรรมชาติคือแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ซึ่งจะอาศัยได้เฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น โดยไม่ต้องลงทุน เพียงแต่จะต้องจัดให้มีช่องเปิดรับแสงที่เพียงพอ สมควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก ในการจัดแสงเข้าสู่ภายในตัวอาคารที่อยู่อาศัย แต่มีเกณฑ์ที่ควรคำนึงถึง ดังนี้คือ

    • ให้มีพื้นที่ของหน้าต่างต่อพื้นที่ของตัวอาคารอยู่ในสัดส่วน 1 ต่อ 4
    • เพื่อให้การกระจายของแสงสว่างเป็นไปด้วยดี ควรให้ระดับขอบล่างของหน้าต่างอยู่สูงกว่าระดับของพื้นห้อง ประมาณครึ่งกลางของความสูงของห้อง และควรให้ระดับขอบบนของหน้าต่างอยู่ชิดกับขอบของเพดานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
    • เพดานของห้องครัว ควรจะมีสีขาวหรือสีอ่อนๆ เพื่อให้สามารถสะท้อนแสงได้มากขึ้น พื้น และฝาผนังห้องควรมีการเคลือบเงาบางๆ เพื่อลดความแตกต่างหรือความตัดกันระหว่างหน้าต่างและสีขาวของพื้นห้อง

    2. แสงสว่างที่ประดิษฐ์หรือสร้างขึ้น (Artificial lighting)
    แสงสว่างที่ได้ อาจมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ไม้ น้ำมัน ไข เทียนไข ไต้หรือก๊าซ เป็นต้น หรือแสงสว่างที่ได้จากกระแสไฟฟ้าผ่านทางหลอดไฟที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาได้แก่ ตะเกียงหลอดไฟฟ้า โคมไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งการจัดสภาพแสงมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา ได้แก่

    • ลักษณะของงาน งานแต่ละอย่าง อาจต้องการปริมาณและคุณภาพของแสงไม่เท่ากัน ควรจัดให้เพียงพอสำหรับการมองเห็นที่ดี ไม่ให้จ้าหรือสลัวมากเกินไป ทิศทางของแสงอาจเป็นลำแสงส่องมาทางใดทางหนึ่งเฉพาะ หรือเลือกเป็นแบบที่กระจายมาจากหลายทิศทาง ขึ้นกับความต้องการของผู้ที่จะใช้แสงปฏิบัติงาน
    • บริเวณที่ต้องทำงาน มีข้อควรพิจารณา ดังนี้
    • บริเวณที่ต้องทำงานมีขนาดเนื้อที่เท่าใด พื้น ผนัง เพดานของบริเวณ นั้นทำด้วยวัสดุอะไร ทาสีอะไร และสะท้อนแสงได้ดีเพียงใด เพื่อนำไปประกอบการคำนวณปริมาณของดวงไฟที่ต้องใช้เพื่อให้ได้ปริมาณแสงสว่างที่เพียงพอ
    • แสงสว่างที่สะท้อนจากผนัง เพดาน และพื้นของบริเวณที่ทำงาน ควรให้เหมาะสมต่อการมอง อย่าให้เกิดความแตกต่างของแสงสว่าง (contrast) มากเกินไป เพราะจะทำให้ต้องปรับสายตาอยู่เสมอ อาจเกิดความไม่สบายตาและเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น
    • ลักษณะพื้นผิวหน้าของวัตถุต่างๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ทำงาน เช่น ผนัง เพดาน และพื้นห้อง เอื้ออำนวยที่จะทำให้เกิดแสงมากเกินต้องการจากการสะท้อนแสงจากดวงไฟหรือไม่
    • ควรจัดแสงด้วยแบบที่ให้แสงสว่างกับบริเวณโดยทั่วไปเท่าเทียมกัน (General Lighting) หรือแบบที่ต้องให้มีแสงสว่างเสริมเฉพาะจุดที่ต้องการ (Supplementary Lighting)
    • การเลือกโคมไฟ มีข้อควรพิจารณาหลายประการได้แก่ จะเลือกโคมไฟที่ให้แสงประเภทใด เช่น ส่องตรงๆ โดยผ่านโป๊ะไฟที่เป็นกระจกใสหรือให้แสงที่กระจายโดยผ่านโป๊ะไฟที่เป็นกระจกฝ้า การเลือกจัดระบบให้แสงสว่างให้สอดรับกับลักษณะของผนังเพดานและพื้น รวมทั้งความเหมาะสมในแง่เศรษฐกิจของระบบแสงสว่างจากโคมไฟแต่ละชนิด เป็นต้น
    • การวางผังติดตั้งโคมไฟ การติดตั้งโคมไฟ จะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ได้ผล ตามต้องการมากที่สุด ให้เพียงพอต่อการส่องสว่างบนชิ้นงานหรือสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป นอกจากนี้ จะต้องทำให้รู้สึกสบายตาและสบายใจของผู้ทำงานในบริเวณนี้ด้วย
    • การบำรุงรักษา หลอดไฟที่นำมาใช้งาน แต่ละชนิดจะมีอายุการใช้งานของตนเอง แผนเกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบแสงสว่างจึงมีความจำเป็น เพื่อการเปลี่ยนหลอดไฟที่หมดอายุตามกำหนดหรือเปลี่ยนหลอดไฟที่ชำรุด หรือหากโคมไฟสกปรก เนื่องจากมีฝุ่นละอองหรือเขม่าควันไปจับ จนทำให้ปริมาณการส่องสว่างลดลง จำเป็นจะต้องทำการเช็ดล้างให้สะอาด เพื่อให้ความสว่างกลับมาดีเท่าเดิม ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดความสบายตาในการมองเห็น

    นอกจากองค์ประกอบต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ความสว่างที่เกิดขึ้นภายในที่อยู่อาศัย ยังได้รับแสงสะท้อน (Reflex light) จากภายในอาคารเองด้วย โดยเป็นความสว่างที่สะท้อนจากฝาผนัง พื้น เพดาน และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งจะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสีของพื้นผิวนั้น ดังนั้น การเลือกใช้สีทาพื้นผนัง หรือเพดาน จึงมีส่วนช่วยให้เกิดความสว่างในอาคารที่อยู่อาศัยด้วย โดยเฉพาะในเวลาเปิดไฟฟ้า จะมีส่วนช่วยให้แสงสว่างเพิ่มขึ้น หากต้องการให้มีความสว่างมากขึ้น ก็ควรเลือกทาด้วยสีที่มีเปอร์เซ็นต์ความสามารถสะท้อนแสงสูง เช่น สีขาว สีครีม หรือหากต้องการได้สีสันสวยงามตามต้องการ ก็อาจเลือกใช้สีทีมีการสะท้อนแสงลดต่ำลงตามลำดับ ดังตารางที่ 1

    ตารางที่ 1 ชนิดของสีและความสามารถในการสะท้อนแสง

    ชนิดของสี
    ความสามารถสะท้อนแสง (%)

    สีขาวพลาสเตอร์
    สีขาวธรรมดา
    สีขาวงาช้าง
    สีครีมอ่อน
    สีครีม
    สีชมพูอ่อน
    สีเหลืองอ่อน
    สีฟ้าอ่อน
    สีเทาอ่อน
    สีเขียวอ่อน
    สีแดง
    90–92
    81
    79
    74
    69–74
    67
    65
    61
    49
    47
    13


    1.4 เสียงรบกวน (Noise)
    เสียงรบกวนหรือเสียงอึกทึกหมายถึงเสียงที่ก่อให้เกิดความรำคาญหรือเสียงที่ไม่ต้องการ อันตรายของเสียงมีสาเหตุมาจากระดับของเสียง (Pitch) ได้แก่ เสียงสูง เสียงต่ำ โดยเฉพาะเสียงสูงเป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินของหูมาก และความดังของเสียง (Loudness) ซึ่งมีหน่วยเป็นเดซิเบล (dB) การที่ต้องอาศัยในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน อาจมีผลทำให้หูชั้นในถูกทำลาย เกิดหูหนวก หูตึง ปวดศีรษะ การเต้นของหัวใจผิดปกติ นอนไม่หลับ เป็นต้น

    เสียงดังที่เกิดขึ้นภายในบ้าน มักเกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเป็นเสียงดังจากเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นไฟฟ้า เครื่องดูดฝุ่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องเสียง เป็นต้น และอาจมีเสียงดังจากภายนอกที่มาจากชุมชนรอบบ้าน ได้แก่ เสียงคุย เอะอะ จอแจ เสียงเครื่องขยายเสียง เสียงจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ต่างๆ เสียงดังเหล่านี้ อาจเกิดการผสมกัน ก่อให้เกิดเสียงดังมากขึ้น และจะเกิดความเดือดร้อนมากขึ้น หากเป็นเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องการความเงียบเพื่อการพักผ่อนหลับนอน เสียงในบ้านพักควรอยู่ในช่วงประมาณ 40-50 เดซิเบลเอ (dBA) ถ้าในช่วงของการพักผ่อนหรือนอนหลับ ไม่ควรเกิน 30 dBA เสียงดังตลอดเวลา 8 ชั่วโมงในหนึ่งวัน ไม่ควรเกิน 75 dBA และระดับความดังของเสียงไม่ควรเกิน 130 dBA เพราะอาจมีผลทำให้สูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้



    2. ความต้องการพื้นฐานทางด้านจิตใจและสังคม (Fundamental Psychological and Social Needs)
    หมายถึง การจัดสิ่งแวดล้อมของที่อยู่อาศัยเพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้อาศัยมีความสุขสบายทางจิตใจ เช่น ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่แออัดหรือคับแคบ สมาชิกภายในบ้านมีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี มีชีวิตความเป็นอยู่กับเพื่อนบ้านได้ดี ภายในที่อยู่อาศัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามความจำเป็นพื้นฐาน เป็นต้น ความต้องการทางจิตใจของผู้อยู่อาศัยที่สำคัญ มีดังต่อไปนี้

    • ความเป็นสัดส่วน และเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย โดยความเป็นจริงตามธรรมชาติ มนุษย์ย่อมมีความต้องการความเป็นอิสระในการอยู่อาศัย ปราศจากการรบกวนจากผู้อื่น ดังนั้น จึงมักจะหาที่อยู่อาศัยแยกออกมาอยู่เฉพาะครอบครัวตน โดยภายในที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องจัดให้มีห้องต่างๆ เป็นสัดส่วน เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องสุขา เป็นต้น เพื่อประโยชน์ใช้สอยตามความเหมาะสม

    • ความสะอาดของที่อยู่อาศัย ความสะอาดของที่อยู่อาศัยนอกจากจะช่วยส่งเสริมสุขภาพทางกายแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพทางจิตด้วย ทำให้เกิดความสบายตา สบายใจเมื่อได้พบเห็น ดังนั้น ที่อยู่อาศัยควรหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ รวมไปถึงบริเวณบ้านก็ต้องสะอาด มีการจัดการขยะมูลฝอย และสิ่งสกปรกต่างๆ รวมทั้งของเสียที่เกิดจากที่อยู่อาศัย เช่น น้ำเสีย จะต้องจัดการอย่างเหมาะสม การทำความสะอาดที่อยู่อาศัย อาจแบ่งตามลักษณะงานได้ 3 ขั้นตอนคือ
    - การทำความสะอาดทุกวัน ได้แก่ การทำสะอาดพื้นที่ที่ต้องใช้งานทุกวัน เช่น การกวาดพื้น ปัดที่นอน โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น
    - การทำความสะอาดเป็นรายสัปดาห์ เช่น ปัดฝุ่นละอองตามตู้ จัดตู้กับข้าว ล้างตู้เย็น ล้างพื้นห้องน้ำ เป็นต้น
    - การทำความสะอาดเป็นรายเดือน เช่น การกวาดหยากไย่ เช็ดหน้าต่าง ประตูมุ้งลวด เป็นต้น

    • ความสวยงาม และความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยปกติแล้ว ผู้อยู่อาศัยมักต้องการที่อยู่อาศัยที่สวยงาม ภูมิฐาน และมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่สกปรกเลอะเทอะทั้งภายนอก ภายในอาคาร และบริเวณบ้าน ทั้งนี้จะต้องมีสภาพที่เข้ากับสภาพของชุมชนโดยส่วนรวมได้ จึงจะทำให้ผู้อาศัยเกิดความภาคภูมิใจ และมีความสบายใจได้

    • ความสะดวกสบาย ผู้อยู่อาศัยมีความต้องการให้ที่อยู่อาศัยมีความสะดวกสบาย โดยพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้
    - การเลือกทำเลที่ตั้งบ้าน จะต้องอยู่ในบริเวณที่ไม่ห่างจากที่ทำงาน ตลาด โรงเรียนมากนัก มีความสะดวกในการเดินทางไปมา มีสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ เข้าถึง เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ เป็นต้น
    - การจัดวางตัวบ้านบนที่ดิน ควรให้มีความสะดวกต่อการเดินทางเข้าออกประตูใหญ่ วางตำแหน่งตัวบ้านให้ได้รับแดด และรับลมแต่พอสมควร
    - การจัดวางเครื่องเรือนเครื่องใช้เหมาะกับบ้าน และจัดลำดับให้ต่อเนื่องของงาน ทำให้เกิดความสะดวกสบายไม่เปลืองแรงงาน

    3. การป้องกันโรคติดต่อ (Protection against Communicable Diseases)
    การติดต่อของโรคภายในบ้านพักอาศัย จะเป็นไปได้ง่ายหรือยาก ขึ้นกับองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการคือ ตัวบุคคล (Host) เชื้อโรค (Agents) และสิ่งแวดล้อมโดยรวม (Environment) ดังนั้น การจะควบคุมป้องกันโรคติดต่อภายในบ้านอย่างได้ผล จำเป็นจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบเหล่านี้ อันได้แก่ การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแก่คนภายในครอบครัว จัดให้มีสุขวิทยาส่วนบุคคลและส่วนรวมที่ดี ขจัดตัวการที่ทำให้เกิดโรคหรือพาหะนำโรคติดต่อต่างๆ เช่น แมลงวัน แมลงสาบ ยุง เป็นต้น การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยจัดให้มีน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สะอาด พอเพียง มีการกำจัดสิ่งปฏิกูลมูลฝอยอย่างถูกสุขลักษณะ มีการระบายน้ำเสียที่เหมาะสม การเตรียมอาหารที่ปลอดภัยต่อการบริโภค ตลอดจน สิ่งต่างๆที่อยู่โดยรอบ ให้มีสภาพที่ปลอดภัย ไม่เอื้อต่อการเกิดโรคติดต่อภายในบ้าน

    • การมีน้ำสะอาดปลอดภัย (Safe Water Supply)

    น้ำมีความจำเป็นต่อการดำรงชีพอย่างมาก ทั้งนี้เพื่อการอุปโภค และบริโภค ได้แก่ การดื่ม การซักล้าง การหุงต้มอาหาร การกำจัดสิ่งปฏิกูล ฯลฯ แต่ต้องเป็นน้ำที่สะอาดเท่านั้น จึงจะก่อให้เกิดความปลอดภัยจากการเจ็บป่วยอันเนื่องจากโรคที่มีน้ำเป็นสื่อ (Water Borne Diseases) ซึ่งก็คือโรคที่เกิดกับระบบทางเดินอาหาร นั่นเอง

    โดยปกติ ภายในอาคารบ้านเรือน น้ำจะถูกแบ่งเป็น 2 ประเภท ตามจุดประสงค์ของการใช้สอยคือ น้ำดื่มและน้ำใช้ โดยมีข้อควรคำนึงในด้านคุณภาพของน้ำในน้ำดื่มมากกว่าน้ำใช้ น้ำดื่มจะต้องได้มาตรฐานน้ำดื่มสะอาดคือต้องปราศจากจุลินทรีย์ และสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย ใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ฯลฯ แต่เมื่อคิดในเชิงปริมาณแล้ว ความต้องการทั้งน้ำดื่มน้ำใช้ สำหรับผู้อยู่อาศัยในชุมชนเมืองใหญ่ ประมาณ 270–300 ลิตร/คน/วัน ชุมชนขนาดเล็กมีความต้องการน้ำประมาณ 120–150 ลิตร/คน/วัน ส่วนในชุมชนชนบทมีความต้องการน้ำประมาณ 45–70 ลิตร/คน/วัน

    แหล่งน้ำสะอาดที่ได้ในเขตเมือง มักจะเป็นน้ำที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีกิจการประปาสาธารณะ ให้บริการจ่ายน้ำไปตามท่อประปาสาธารณะ และต่อท่อประปาเข้าภายในบ้าน ส่วนในเขตชนบทบางแห่ง อาจมีระบบประปาหมู่บ้านที่จะให้บริการน้ำจ่ายไปท่อประปาสาธารณะ แต่ทั้งนี้ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลด้านคุณภาพอย่างใกล้ชิด และควรได้รับรองคุณภาพจากกรมอนามัย จึงจะมั่นใจในความปลอดภัย ส่วนพื้นที่บางแห่งในเขตเมืองหรือเขตชนบทก็ตามที่ระบบประปาเข้าไม่ถึงหรือยังไม่มีระบบประปา จำเป็นจะต้องมีแหล่งน้ำใช้แหล่งใดแหล่งหนึ่ง อาจเป็นน้ำฝน น้ำบ่อ น้ำสระ ฯลฯ หากไม่แน่ใจเรื่องคุณภาพน้ำ จะต้องนำมาปรับปรุงคุณภาพให้ดีก่อน เช่น การต้ม การกรอง การทำให้ตกตะกอน เป็นต้น อีกทั้งต้องคำนึงถึงการปนเปื้อนอีกด้วย ภาชนะที่ใช้จ้วงตัก ต้องมีไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะหรือภาชนะเก็บกักน้ำ เช่น ถังเก็บน้ำฝน หรือตุ่มน้ำ ควรหมั่นดูแลทำความสะอาดเป็นระยะ มีฝาปิดมิดชิดไม่ให้สิ่งสกปรกตกลงไป

    • การเตรียมอาหารที่ปลอดภัย (Safe Food Preparation)

    อาหารเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันเพราะโดยส่วนใหญ่ ผู้อยู่อาศัยจะเตรียมอาหาร ปรุง ประกอบและรับประทานอาหารภายในบ้านพักอาศัย ยกเว้นบางมื้อสำหรับผู้ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน อาหารสำหรับบริโภคจะต้องสะอาด ปลอดภัยต่อสมาชิกภายในครัวเรือน ดังนั้น ควรจะต้องคำนึงถึงตั้งแต่การเลือกซื้อ การปรุงประกอบ การเก็บรักษา ขั้นตอนต่างๆต้องพยายามป้องกันการปนเปื้อนสิ่งสกปรก เชื้อโรค โดยคำนึงถึงสุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้ปรุงผู้เสิร์ฟ ร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้าต้องสะอาด สวมชุดกันเปื้อน ส่วนภาชนะอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอาหาร ใส่อาหารก็ต้องสะอาด ปลอดภัยใช้ประกอบอาหารได้ นอกจากนี้แล้ว อาหารที่เตรียมไว้เพื่อรอรับประทานหรืออาหารที่เหลือจากการรับประทาน ควรเก็บไว้ในภาชนะที่มิดชิด เช่น ฝาชี หรือตู้กับข้าว เพื่อป้องกันพาหะนำโรค จำพวกสัตว์และแมลง เช่น หนู แมลงวัน แมลงสาบ ฯลฯไต่ตอม อันเป็นเหตุ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินอาหารได้ ข้อพิจารณาเพิ่มเติมคืออาหารเหล่านั้น ควรมีคุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ตามความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะวัยเด็กที่กำลังเจริญเติบโต

    • การกำจัดสิ่งปฏิกูลอย่างถูกหลักสุขาภิบาล (Sanitary Excreta Disposal)

    สิ่งปฏิกูลคือของเสียที่ขับถ่ายออกมาจากร่างกายของมนุษย์ รวมถึงสัตว์เลี้ยงด้วย หากมีการกำจัดไม่ดี อาจเป็นสาเหตุของการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่มากับระบบทางเดิน - อาหารได้ โดยการแพร่ไปกับแหล่งน้ำหรือผิวดิน ตลอดจนมีพาหะนำโรค เช่น แมลงวัน แมลงสาบ นำเชื้อไปปนเปื้อนโดยการไต่ตอมอาหาร ทำให้โรคระบาดไป อย่างรวดเร็ว

    การควบคุมป้องกันกำจัดสิ่งปฏิกูลอย่างถูกหลักสุขาภิบาลจึงถูกกำหนดขึ้นในกฎหมาย โดยเฉพาะในเขตเมือง เพื่อป้องกันการระบาดของโรค ยกตัวอย่าง ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องการควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้อาคารที่บุคคลเข้าพักอาศัยหรือใช้สอยได้ ต้องมีห้องส้วมที่มีขนาดเนื้อที่ภายใน ไม่น้อยกว่า 0.90 เมตร ถ้าเป็นห้องอาบน้ำด้วย ต้องมีเนื้อที่ภายในไม่น้อยกว่า 1.5 ตารางเมตร มีลักษณะที่จะรักษาความสะอาดได้ง่าย และต้องมีช่องระบายอากาศไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่ห้อง หรือมีพัดลมระบายอากาศ และกำหนดให้ส้วมต้องเป็นชนิดชำระสิ่งปฏิกูลด้วยน้ำลงสู่บ่อเกราะ บ่อซึม หากการสร้างส้วมภายในระยะ 20 เมตร จากเขตคูคลองสาธารณะ ต้องสร้างเป็นส้วมถังเก็บชนิดน้ำซึมไม่ได้

    ส่วนการกำจัดสิ่งปฏิกูลในชนบทนั้น ถึงแม้ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้เด่นชัดก็ตาม แต่ก็มีการรณรงค์ให้มีและใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ โดยครอบคลุมทุกหลังคาเรือน หลายๆจังหวัดประกาศตัวว่าเป็นพื้นที่ที่มีและใช้ส้วม 100% ไปแล้ว และคงขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมมากไปเรื่อย ๆ เพราะเห็นผลได้ในมาตรการด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ทำให้ลดอัตราการป่วย ด้วยโรคอันเนื่องจากอาหารและน้ำเป็นสื่อลงไปได้มาก เนื่องจากตัดขั้นตอนตรงแหล่งเชื้อในสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย แต่ปัญหาใหม่ที่ยังแก้ไม่ตกในปัจจุบันคือรถที่บริการสูบส้วมที่นำอุจจาระไประบายทิ้งลงในบริเวณที่สาธารณะ โดยไม่นำไปกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ อันเกิดจากความมักง่ายของผู้ประกอบการ ทำให้เป็นปัญหาที่ต้องกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อการควบคุมป้องกันโรคอย่างได้ผล

    • การกำจัดมูลฝอย (Disposal of Solid Waste)

    มูลฝอยเป็นของเสีย ของทิ้งจาการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ ทั้งที่เป็นขยะเปียก ขยะแห้ง ขี้เถ้า และอื่นๆ มูลฝอยเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะต้องมีวิธีเก็บกักและนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ไม่เช่นนั้นแล้ว จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์และแมลงนำโรคหลายชนิด รวมถึงการส่งกลิ่นเหม็น สกปรกไม่น่าดู และการได้รับอุบัติเหตุ อันเกิดจากมูลฝอยอันตรายบางจำพวก

    ปัจจุบัน ในเขตชุมชนเมืองมีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาในการจัดการด้านสาธารณูปโภค และการให้บริการต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะ ด้านกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย ความไม่เพียงพอของที่รองรับมูลฝอย ปัญหาการกำจัด ไม่สามารถกำจัดได้ทันกับปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนในบางช่วง เขตเมืองบางแห่ง ถึงกับกลายเป็นปัญหาชุมชนลงข่าวหน้าหนึ่งเลยก็มี ต่อมา ปัญหาเริ่มลุกลามเข้าไปถึงชุมชนขนาดใหญ่หลายแห่ง จนถึงกับหยิบยกเอาเรื่องการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน มาจัดอยู่ในอันดับต้นๆของท้องถิ่น หากมีการละเลยไม่ใส่ใจที่จะกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันแก้ไขอย่างได้ผลแล้ว จะทำให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น ถึงแม้ว่า จะมีกลุ่มองค์กรบางกลุ่มจะเคลื่อนไหวกระตุ้นมวลชนให้มีการลดการสร้างขยะ และการกำจัดมูลฝอยเองภายในครัวเรือนก็ตาม แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนไม่เท่าที่ควร

    การแก้ปัญหามูลฝอยที่เกิดจากครัวเรือนอย่างได้ผล จำเป็นต้องให้ความรู้ สร้างจิตสำนึกให้เกิดความตระหนัก เห็นความสำคัญในการจัดการมูลฝอยที่ถูกสุขลักษณะ ผนวกด้วยมาตรการทางกฎหมาย ที่เกิดจากแนวคิดที่ว่า “ ผู้สร้างมูลฝอย ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการกำจัดด้วย ” มีอัตราค่าบริการในการกำจัด เพิ่มขึ้นตามปริมาณที่เกิดขึ้น บางประเทศกำหนดอัตราค่าบริการกำจัดมูลฝอยที่แพงมาก เช่น ญี่ปุ่น จนประชาชนจะต้องหาทางลดการสร้างขยะหรือกำจัดเอง ผลที่ตามมาคือความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้านของบ้านเมือง การรณรงค์ให้แยกขยะเพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ก็เป็นอีกมาตรการหนึ่ง ที่จะช่วยลดปริมาณขยะที่จะต้องนำไปกำจัด

    • การระบายน้ำเสียและน้ำผิวดิน (Drainage of Waste water and Surface water)

    น้ำเสียที่เกิดจากการใช้น้ำในชีวิตประจำวันของผู้คนในอาคารบ้านเรือน ตลอดจนน้ำผิวดิน ในที่นี้หมายถึงน้ำฝนที่ตกลงมาขังในแอ่ง ในที่ลุ่ม ตามบริเวณรอบบ้าน หากมีการกำจัดที่ไม่ถูกต้อง ย่อมทำให้น้ำจากทั้งสองแหล่งเกิดปัญหา ทำให้เกิดความสกปรก เปรอะเปื้อน ขังเป็นแอ่ง กลายเป็นแหล่งวางไข่ของยุง แมลงวัน หรือแมลงนำโรคชนิดอื่นๆได้ เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น และมีสภาพที่ไม่น่าดูด้วย

    โดยทั่วไป ปัญหาน้ำเสียมักจะเกิดขึ้นในเขตชุมชนเมือง ในบริเวณอาคารบ้านพักอาศัยที่มีระบบการระบายน้ำเสีย และน้ำฝนไม่ดีพอ เช่น ตึกแถว ชุมชนแออัด เป็นต้น แต่ในอาคารบ้านพักอาศัยส่วนใหญ่ จะมีกฎหมายควบคุม ดูแลไว้อยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ตามกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 33 พ . ศ .2535 ได้กำหนดให้มีการระบายน้ำฝนออกจากอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ จะระบายลงสู่แหล่งรองรับน้ำทิ้งโดยตรงก็ได้ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดภยันตรายต่อสุขภาพ ร่างกาย หรือทรัพย์สินหรือกระทบกระเทือนต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และระบบระบายน้ำเสียจะแยกเป็นอิสระเฉพาะอาคารหรือเป็นระบบรวมของส่วนกลางก็ได้ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดเสียง กลิ่น ฟอง กาก หรือสิ่งอื่นใดที่เกิดจากการบำบัดนั้น จนถึงขนาดที่อาจเกิดภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินกระทบกระเทือนต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อาศัยอยู่ใกล้เคียง น้ำเสียต้องผ่านระบบบำบัดน้ำเสียจนเป็นน้ำทิ้งก่อนระบายสู่แหล่งรองรับน้ำทิ้ง โดยคุณภาพน้ำทิ้งให้เป็นไปตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่องกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากอาคาร

    • สุขวิทยาส่วนบุคคล (Personal and Domestic Hygiene)

    สุขวิทยาส่วนบุคคล เป็นเรื่องการดูแลความฉลาดและสุขภาพของบุคคลให้อยู่ในสภาพดี ไม่เป็นแหล่งแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ ในครอบครัว หรือไม่มีพฤติกรรมที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายของตนเอง เช่น การชำระล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำกับสบู่หลังจากอุจจาระ ปัสสาวะ หรือการล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร การตัดเล็บให้สั้น การสระผม อาบน้ำชำระล้างร่างกายอยู่เสมอ การซักเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มอยู่เป็นนิจ เครื่องนอนมีการซัก การผึ่งแดด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวบุคคล และคนภายในครอบครัวแล้ว

    หากบุคคลภายในครอบครัวเกิดการเจ็บป่วย จำเป็นต้องแยกตัวออกไปต่างหากและรีบรักษาพยาบาลให้หายโดยเร็ว เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่บุคคลอื่นๆ นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงความสะดวก เป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบ้าน ควรหมั่นทำความสะอาด เช็ดถู ขอบประตูหน้าต่าง บานมุ้งลวด พื้น ผนังห้องจะต้องปราศจากฝุ่น คราบ สิ่งสกปรก หยากไย่ หรือสิ่งอื่นใดที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย เป็นการจัดสภาวะแวดล้อมให้มีสุขลักษณะที่ดี น่าอยู่ น่าอาศัย และปลอดภัยจากอันตราย และเชื้อโรค

    • โครงสร้างของบ้านสามารถป้องกันการแพร่กระจายของโรคได้ (Structural Safeguards against Disease Transmission)

    บ้านพักอาศัยที่มีการออกแบบให้มีโครงสร้างที่ดี และถูกสุขลักษณะ จะช่วยป้องกัน การแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ มีการแบ่งพื้นที่ว่างภายในบ้านอย่างเหมาะสมเป็นสัดส่วน ไม่อยู่อย่างแออัดยัดเยียด มีการระบายอากาศที่ดี การก่อสร้างบ้าน โดยป้องกันไม่ให้แมลงและสัตว์ฟันแทะ จำพวกหนู สามารถเข้าไปอยู่อาศัยภายในบ้านได้ เช่น ช่องใต้ประตู หน้าต่างมุ้งลวด เพื่อป้องกันยุงและแมลงเข้าไปในบ้านพักอาศัยได้ เป็นต้น การระบายอากาศและการอยู่อาศัยที่ไม่แออัดจนเกินไป จะช่วยลดปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจได้ เช่น วัณโรค โรคปอดบวม หลอดลมอักเสบ โรคหวัด โรคไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ หรือโรคที่เกิดจากอากาศเป็นสื่อนำ เช่น การอักเสบเยื่อบุ โรคหัด โรคหัดเยอรมัน โรคไอกรน ฯลฯ



    4. การป้องกันอุบัติเหตุ (Protection against Accidents)
    อุบัติเหตุหมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า หรือไม่มีเจตนาทำให้เกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว มีผลก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวบุคคลหรือทรัพย์สินต่างๆ ได้

    อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในที่อยู่อาศัย ทั้งในบริเวณตัวบ้านหรือบริเวณนอกบ้าน ซึ่งอยู่ภายในรั้วบ้านก็ตาม มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อกับสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนในบ้าน โดยเฉพาะภายในที่อยู่อาศัยที่ขาดมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ ผลของอุบัติเหตุอาจทำให้สมาชิกในบ้านบาดเจ็บตั้งแต่เล็กน้อย จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ หรืออาจมีผลเฉพาะทำให้ทรัพย์สินภายในบ้านชำรุดเสียหายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเพียงอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะมีความเชื่อใจอยู่ว่าบ้านน่าจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด เมื่อบุคคลอยู่ในบ้านจึงปล่อยตัวปล่อยใจอิสระ อาจเกิดการเผอเรอไม่ได้ทันระวังตัว จนเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันได้ ลักษณะของการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้โดยง่าย จึงนำมาจัดกลุ่มแบ่งแยกตามความคล้ายคลึงและความถี่ในการเกิดที่มีอยู่บ่อยๆ ดังนี้ คือ

    • อุบัติเหตุอันเกิดจากการพลัดตกหกล้ม
    อุบัติเหตุในลักษณะนี้ ได้แก่ การเดินพลัดตกจากบันได ตกจากหน้าต่าง ตกลงมาจากระเบียง หรือดาดฟ้า การพลัดตกจากเก้าอี้ เป็นต้น การออกแบบก่อสร้างและเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญมาก เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ควรต้องทำราวบันได มีแถบกันลื่นที่บันไดแต่ละขั้น จัดให้มีแสงสว่างที่เพียงพอตรงบันได หรือตามบริเวณทางเดินภายในบ้านอย่างพอเพียง

    • อุบัติเหตุอันเนื่องจากอัคคีภัย
    อัคคีภัยหรือไฟไหม้ภายในบ้าน อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่สันนิษฐานกัน มักจะออกมาใน 2 ลักษณะคือ ไฟไหม้เนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร กับไฟไหม้เนื่องจากการจุดติดไฟของเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในบ้าน อาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม แหล่งที่อาจเกิดเพลิงไหม้ได้ง่ายคือบริเวณภายในครัว ซึ่งมีการหุงต้มอาหาร อาจลืมปิดแก๊สหุงต้ม แก๊สรั่ว หรือเกิดภายในห้องพระที่จุดเทียน ธูป แล้วลืมดับ การซุกซนของเด็กที่เล่นไม้ขีดไฟ และอีกมากมายหลายสาเหตุ รวมทั้ง ไฟฟ้าลัดวงจรเนื่องจากปลั๊กไฟเก่าหรือชำรุด การลัดวงจรไฟฟ้าที่สะพานไฟเนื่องจากการใช้ฟิวส์ไม่ได้ขนาดหรือเป็นวัสดุที่หลอมเหลวยาก ความเสียหายอาจไม่มาก ถ้าดับได้ทัน หรืออาจถูกเพลิงไหม้วอดไปทั้งหลังก็เป็นได้ จำเป็นอยู่ดีที่ผู้อยู่อาศัยต้องหมั่นตรวจตราความเรียบร้อยอยู่เสมอ โดยเฉพาะ การคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และรีบหาทางป้องกันไว้ก่อน เช่น ควรจัดหาเครื่องควบคุมป้องกันกระแสไฟฟ้าดูด และลัดวงจรติดป้องกันไว้ ควรมีเครื่องดับเพลิงไว้ใช้ประจำบ้านยามฉุกเฉิน โดยติดตั้งไว้ทางเข้าออกของบ้าน โดยให้มีประตูอย่างน้อย 2 ทางอยู่ห่างจากกันคือ มีประตูหน้าและประตูหลังกว้างขวางพอที่จะเข้าออกได้สะดวก หากจำเป็นต้องติดลูกกรงเหล็กดัดเพื่อป้องกันโจร ผู้ร้าย ก็ควรทำเป็นแบบเปิดจากภายในได้ เมื่อเกิดเพลิงไหม้จะสามารถเปิดออกหนีจากอาคารได้อย่างปลอดภัย

    • อุบัติเหตุอันเกิดจากไฟฟ้าดูดหรือไฟฟ้าช็อต
    อุบัติเหตุที่เกิดจากไฟฟ้านี้ มักเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจมีไฟฟ้ารั่วตามเครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไปสัมผัสถูกเข้า เกิดการดูดหรือช็อตขึ้นได้ สายไฟฟ้าที่ชำรุด ปลอกหุ้มแตกปริ เมื่อมือที่เปียกน้ำสัมผัสเข้าก็เกิดไฟฟ้าช็อตได้ ควรหมั่นตรวจสอบสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติที่เป็นสาเหตุของไฟฟ้ารั่ว ควรรีบดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขโดยทันที เช่นเดียวกับสายไฟฟ้า ต้องเลือกใช้สายไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เป็นต้น การเดินสายไฟอย่างถูกต้อง การให้ความรู้แก่คนในบ้านเกี่ยวกับวิธีแก้ไขเหตุฉุกเฉินอย่างปลอดภัย

    • อุบัติเหตุอันเกิดจากพิษของสารเคมีหรือสารพิษ
    ในปัจจุบันมีการนำเอาสารเคมีมาใช้ในบ้านมากขึ้น เช่น สารฆ่าแมลงฉีดฆ่ายุง มด แมลงสาบ น้ำยาล้างห้องน้ำ คลอรีน ยารักษาโรคชนิดต่างๆ เครื่องสำอาง เป็นต้น ปัญหาเกิดจากการใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือการใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือการใช้ที่ผิดพลาด เช่น การกินยาที่ระบุให้ใช้ภายนอก การกินยาเกินขนาด หรือการใส่ปุ๋ยเคมีลงในอาหารโดยคิดว่าเป็นน้ำตาลทราย การใช้สารฆ่าแมลงชนิดผงละเอียดโดยคิดว่าเป็นแป้งสำหรับทำอาหาร เป็นต้น

    • อุบัติเหตุอันเกิดจากของมีคม
    ของมีคมที่ใช้กันในบ้านพักอาศัย ได้แก่ มีด กรรไกร กระจก สิ่ว ฯลฯ เป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาจเกิดอุบัติเหตุได้จากการไม่ระมัดระวัง อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ การเหยียบเศษแก้วที่แตกบนพื้น การเดินชนกระจกใสที่ใช้ทำเป็นบานประตู หรือหน้าต่าง เพื่อทำให้เกิดความสวยงามและเป็นการเพิ่มแสงสว่างจากภายนอก หากไม่ได้ติดสติ๊กเกอร์หรือคำเตือน “ ระวังชนกระจก ” แล้ว อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกายขึ้นได้

    • อุบัติเหตุอันเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์
    อุบัติเหตุเช่นนี้ เกิดจากพฤติกรรมอันไม่ปลอดภัยของมนุษย์ (Unsafe Acts) นั่นเอง เช่น การหยอกล้อกันขณะทำงาน การซ่อมแซมแก้ไขไฟฟ้าภายในบ้านโดยขาดความรู้ที่ถูกต้อง การรับประทานยาที่ทำให้มีอาการง่วงซึมแล้วเดินสะดุดหกล้ม การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จนเกิดอาการมึนเมา เดินขึ้นบันไดบ้านโดยไม่จับราวบันไดแล้วพลัดตกลงไป ตลอดจน พฤติกรรมอื่นๆ ที่ผิดพลาดจนเป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

    ที่มา  http://cyberclass.msu.ac.th/cyberclass/cyberclass-uploads/libs/html/31823/unit6.html
    http://www.softbizplus.com/knowledge-management/852-sanitary-housing

    ขออนุญาตปลูกสร้างต้องทำเมื่อไหร่

    การขออนุญาตปลูกสร้างดัดแปลงอาคารนั้น ต้องทำเมื่อต้องการปลูกสร้าง หรือ ดัดแปลงอาคารส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารเกิน 10 ตารางเมตรขึ้นไป หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้อาคารบางส่วนในสาระสำคัญ โดยการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารมี 2 ประเภท คือ

    1. การขออนุญาตแบบ 39 ทวิ คือให้วุฒิสถาปนิกวิศวกรลงนามแล้ว หลังจากยื่นเรื่องขออนุญาตก็สามารถปลูกสร้างอาคารได้ทันที แต่มีข้อแม้ว่าหากแบบที่ได้ยื่นขอนั้นมีรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่ทักท้วงแล้วว่าไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบจะต้องได้รับการแก้ไข จากเจ้าของอาคารโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งการขออนุญาตแบบนี้ต้องตรวจสอบให้ดี เพราะหากสร้างไปแล้ว ต้องมาแก้ไข หรือทุบทิ้งบางส่วน จะเสียหายได้

    2. การขออนุญาตแบบปกติ (แบบฟอร์ม ข.1) เป็นการขออนุญาตโดยยื่นแบบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแบบก่อน โดยจะตรวจสอบว่าแบบอาคารที่ยื่นขออนุญาตนั้น ขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร, กฎกระทรวงว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือไม่ หากพบว่าไม่มีข้อขัดแย้งใด ๆ ทางหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบก็จะออกใบอนุญาตปลูกสร้างได้ โดยทั่วไปก็จะใช้เวลาประมาณ 90 วัน สำหรับขั้นตอนการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารและขณะก่อสร้างก็จะต้องหาสถาปนิกและวิศวกร แจ้งควบคุมงานกฎหมายด้วย

    อายุของใบอนุญาตหากเป็นอาคารที่มีพื้นที่ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร นั้นก็มีอายุ 1 ปี หมายความว่าต้องก่อสร้างภายใน 1 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาต หากสร้างไม่เสร็จภายใน 1 ปี ก็สามารถต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี และจะต้องมีวิศวกรและสถาปนิกผู้ควบคุมงาน ลงนามควบคุมงานตามกฎหมาย เพื่อรับรองว่าจะสร้างให้ถูกต้องตามแบบที่ได้รับอนุญาตทุกประการ และดำเนินการป้องกันความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดและไม่ทำให้อาคารข้างเคียงได้รับความเสียหาย เป็นต้น สำหรับอาคารสาธารณะประเภทอาคารขนาดใหญ่นั้น เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จะต้องทำการเปิดใช้อาคารด้วย.

    ที่มา dailynews.co.th

    รังวัดและสอบหมุดที่ดินก่อนออกแบบปลูกสร้างอาคาร

    ก่อนจะทำการออกแบบปลูกสร้างอาคารโดยสถาปนิกผู้ชำนาญนั้น ท่านควรจะทำการแจ้งทำรังวัดและสอบหมุดที่ดินก่อน เพื่อจะได้สามารถทราบแนวเขตที่แน่ชัดของที่ดิน เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบอาคารเพราะการออกแบบอาคารกับแนวระยะถอยร่นต่าง ๆนั้น เจ้าหน้าที่จะวัดกันละเอียดมากเป็นระดับเซนติเมตรเลยทีเดียว หากออกแบบอาคารโดยไม่ทราบขนาดที่ดินที่แน่นอนนั้นอาจจะทำให้ขนาดของอาคารผิดเพี้ยนไปได้และหากมีการวัดภายหลังจากที่ยื่นเรื่องขออนุญาตปลูกสร้างแล้วพบว่าแนวเขตบางแนวสั้นกว่าขนาดตามโฉนด อาจต้องเขียนแบบแก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง และเมื่อคำนวณพื้นที่รวมของโฉนดที่ดินแล้วนั้นควรจะมีพื้นที่ตรงตามทั้งโฉนดที่ระบุไว้

    หากแต่บางทีระยะอาจมีเคลื่อนไปบ้าง เช่น ด้านกว้างลดลง 2 เซนติเมตร แต่ตอนลึกเพิ่มขึ้น 1 เซนติเมตร และหากเมื่อคำนวณแล้วพื้นที่ดินควรจะต้องมีขนาดเท่าเดิมตามโฉนดและเป็นการตรวจสอบแนวเขตข้างเคียงไปในตัวด้วย ดังนั้นจึงควรขอสำเนาแผนที่รังวัดไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบขณะยื่นขออนุญาตจะทำให้ขั้นตอนสามารถทำได้ง่ายขึ้น โดยขั้นตอนการทำรังวัดจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน เพราะทางเจ้าหน้าที่จะต้องรับรองโครงการที่ออกแบบ เพื่อขออนุญาตปลูกสร้างอาคารต่อหน่วยงานราชการด้วย
    ที่มา dailynews.co.th

    การจดจำนอง อสังหาริมทรัพย์

    การจำนองคือการที่คน ๆ หนึ่งที่จะเรียกได้ว่าเป็นผู้จำนอง ต้องเอาอสังหาริมทรัพย์ที่ตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เช่นบ้าน, ที่ดิน หรือ ทรัพย์อื่นที่กฎหมายอนุญาตให้จำนองได้ไปจดทะเบียนจำนอง เพื่อเป็นหลักประกันหนี้กู้ยืมเงิน หรือหนี้สินอื่น กับบุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้ หรือเรียกว่าผู้รับจำนอง ทั้งนี้ผู้จำนองไม่ต้องส่งมอบการครอบครอง บ้าน, ที่ดิน หรือ ทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้รับจำนองแต่อย่างใด

    ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เรามีที่ดินเปล่าหนึ่งแปลง ต้องการกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย เราก็สามารถไปขอกู้เงินกับสถาบันการเงินนั้น ๆ เมื่อสถาบันการเงินอนุมัติเงินกู้ สถาบันการเงินก็จะให้เราจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้กับสถาบันการเงินผู้รับจำนอง เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ ถ้าเราไม่สามารถ ชำระหนี้ให้สถาบันการเงินได้ตามสัญญา สถาบันการเงินก็จะฟ้องร้องบังคับจำนองกับหลักประกันต่อไป โดยการจำนอง ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินที่ทรัพย์ตั้งอยู่เท่านั้น ถึงจะถูกต้องตามกฎหมาย และจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองในอัตราร้อยละ 1 ของมูลค่าจำนองแต่ไม่เกิน 200,000 บาท หรือให้อัตราร้อยละ 0.5 อย่างสูงไม่เกิน 100,000 บาท ในกรณีจำนองสำหรับการให้สินเชื่อเพื่อการ เกษตร

    การจำนองมี 2 รูปแบบคือการจำนอง เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ของตนเอง และการจำนอง เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ของบุคคลอื่น ทั้งนี้กฎหมายกำหนดแบบของการจำนองไว้ว่า จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน ถ้าไม่เช่นนั้นย่อมเป็นโมฆะโดยสัญญาจะต้องระบุข้อความให้ชัดเจน ว่าเป็นประกันมูลหนี้ใด ต้องมีการกำหนดวงเงินที่ต้องการจะจำนองไว้เป็นประกันอย่างชัดเจน และจะต้องกำหนดในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจนด้วย

    การฟ้องร้องบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองอาจบังคับเอาหลักทรัพย์จำนอง เป็นสิทธิของตนได้ แต่ต้องเข้าหลักเกณฑ์ดังนี้คือ 1) ลูกหนี้ได้ขาดส่งดอกเบี้ยมาเป็นเวลาถึง 5 ปี 2) ผู้จำนองมิได้แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า ราคาทรัพย์สินนั้นท่วมจำนวนเงินที่ค้างชำระอยู่ และ 3) ไม่มีการจำนองรายอื่น หรือบุริมสิทธิอื่นได้ จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้เอง

    เมื่อมีการบังคับทรัพย์จำนองโดยการขายทอดตลาด เงินได้ที่จากการขายทอดตลาด ภายหลังหักค่าฤชาธรรมเนียมแล้วเหลือเป็นจำนวนเท่าไหร่ จะต้องนำไปจัดสรรชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ด้วย ถ้าเจ้าหนี้ได้รับครบถ้วนแล้ว เหลือเงินเท่าไหร่ก็ต้องคืนให้แก่ผู้จำนอง แต่ถ้าขายแล้วเงินไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้ก็ไม่ต้องรับผิดชอบในเงินนั้นอีก ยกเว้นเสียแต่มีข้อตกลงในสัญญาจำนอง ว่าถ้าเงินที่ขายทอดตลาดไม่เพียงพอเจ้าหนี้สามารถเรียกร้องส่วนที่ขาดได้ โดยเหตุที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำนอง ยังคงเป็นของผู้จำนอง ดังนั้นผู้จำนองอาจจำหน่ายทรัพย์สินได้ แต่ทั้งนี้ผู้รับโอนทรัพย์สิน ต้องรับภาระจำนองที่ติดกับทรัพย์สินนั้นด้วยนะครับ.



    ดินสอพอง
    ที่มา http://dailynews.co.th

    การปลูกสร้างบ้านเอง กับ ขั้นตอนทางกฎหมาย

    ขั้นตอนการปลูกสร้างบ้านนั้น สำหรับพื้นที่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคาร หรือกฎหมายผังเมือง บ้านหรืออาคารที่จะปลูกสร้าง ต้องได้รับอนุญาตแบบก่อเสียก่อน และจะสร้างเกินกว่าแบบที่ได้รับอนุญาตไม่ได้ โดยจะยื่นคำร้องได้ ที่สำนักงานปกครองท้องถิ่นที่จะปลูกสร้างนั้น ๆ สำหรับนอกเขตประกาศควบคุมดังกล่าวข้างต้น บ้านหรืออาคารที่ปลูกสร้างไม่ต้องได้รับอนุญาตสามารถปลูกสร้างได้เลย

    เมื่อมีการปลูกบ้านหรืออาคารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เจ้าของบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่นั้น ๆ เช่น นายทะเบียนท้องถิ่น หรือกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน หรือปลัดอำเภอ หรือผู้ช่วยนายทะเบียน ณ สำนักงานเทศบาล สำนักงานเมือง สำนักเขต กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ แล้วแต่กรณีเพื่อขอเลขประจำบ้านภายใน 15 วัน นับแต่วันปลูกสร้างบ้านเสร็จ หากไม่ไปแจ้งตามกำหนดมีความผิดตามกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

    ส่วนเรื่องหลักฐานที่จะต้องใช้ประกอบการขอเลขประจำบ้านนั้นก็คือ หนังสือหรือเอกสารได้รับอนุญาตการปลูกสร้างบ้านหรืออาคาร (เฉพาะในเขตพื้นที่ที่ประกาศใช้กฎหมายควบคุมอาคาร หรือกฎหมายผังเมือง), สำเนาทะเบียนบ้านหรือบัตรประจำตัวของผู้แจ้ง กรณีผู้ที่ได้รับมอบหมายให้นำบัตรประจำตัวของผู้มอบและหนังสือมอบหมาย (ถ้ามี) ไปแสดงด้วย, หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ปลูกสร้างบ้าน สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่า (ถ้ามี), ผู้แจ้งให้ยื่นคำร้องตามแบบที่กำหนดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งพร้อมหลักฐานที่นำไปแสดง

    เมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งการสร้างบ้านใหม่แล้ว นายทะเบียนก็จะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานที่นำไปแสดง เมื่อเห็นว่าถูกต้อง ก็ให้กำหนดเลขหมายประจำบ้านให้พร้อมกับจัดทำทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้านต่อไป โดยจะมอบสำเนาทะเบียนบ้านให้แก่เจ้าของบ้านผู้แจ้งไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินการในเรื่องการย้ายบุคคลเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านต่อไป หรือจะดำเนินการในคราวเดียวกันก็ได้ ส่วนเลขประจำบ้านที่นายทะเบียนกำหนดให้นั้น เจ้าของบ้านจะต้องจัดทำเลขประจำบ้านติดไว้ที่หน้าบ้านหรือที่รั้ว (จุดที่สามารถเห็นได้ชัดเจน)

    ส่วนเรื่องการรื้อถอนบ้านหรืออาคารที่มีเลขประจำบ้านแล้วนั้น หากเป็นการรื้อถอนโดยไม่ประสงค์จะปลูกสร้างใหม่ในที่ดินนั้นอีก หรือรื้อเพื่อไปปลูกสร้างที่อื่น ให้เจ้าของบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับผิดชอบภายใน 1 วัน นับแต่วันรื้อถอนเสร็จพร้อมกับนำสำเนาทะเบียนบ้านคืนแก่นายทะเบียนด้วย หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

    การขออนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้าย และการใช้สอยอาคาร ภายในเขตเทศบาลต้องได้รับอนุญาตจากเทศบาลเสียก่อน จึงจะดำเนินการได้ เพราะเทศบาลมีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การผังเมือง การสถาปัตยกรรม และการอำนวยความสะดวกในการจราจร เพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยในอาคารนั้น ๆ.


    ดินสอพอง
    ที่มา http://dailynews.co.th

    การปรับระดับพื้นที่ดิน

    ระดับดินที่เหมาะสม
    ก่อนที่จะทำการสร้างบ้าน หรือสิ่งก่อสร้างใดๆ เจ้าของเทบทุกรายจะต้องเกิดคำถามว่า ระดับดินของบ้านหรือโครงการนั้นจะเอาสูงแค่ไหน การที่จะตอบปัญหาข้อนี้ควรจะดูปัจจัยต่างๆอย่างเช่น
    บริเวณพื้นที่นั้น มีน้ำท่วมหรือเปล่า ท่วมสูงแค่ไหน อาจจะต้องสอบถามจากผู้คนแถวๆนั้น หรือถ้าสามารถดูร่องรอยน้ำท่วมที่อยู่ตามสิ่งก่อสร้างต่างๆได้ก็ยิ่งดีครับ
    ระดับท่อระบายน้ำและบ่อพักสูงแต่ไหน ระดับน้ำในระบบท่อระบายน้ำในพื้นที่นั้นอยู่ที่ระดับไหน สามารถสอบถามได้จากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบอยู่ หากระดับที่คุณต้องการถมอยู่ค่อนข้างสูงก็ไม่เป็นไรจะไม่มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ แต่ถ้าระดับของคุณค่อนข้างต่ำกว่าพื้นที่ข้างเคียง(ไม่ควร แต่จะด้วยเหตุจำเป็นใดๆก็ตาม) ควรจะเชคตัวนี้ด้วยครับเพื่อให้แน่ใจว่าน้ำในบ้านเราสามารถระบายออกสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะได้
    ระดับถนนหน้าบ้าน และระดับดินพื้นที่ข้างเคียง ปัจจุบันมีการถมยกระดับถนนกันมาก แข่งกันถมทั้งถนน ทั้งเพื่อนบ้าน ถ้าสามารถให้ระดับดินของเราใกล้เคียงกับพื้นที่รอบๆก็น่าจะดีครับ ทั้งในแง่ความปลอดภัยของโครงสร้างรั้ว การระบายน้ำ ฯลฯ
    การกำหนดระดับดินถมควรดูปัจจัยรอบๆด้าน ถมสูงหน่อยได้เปรียบ แต่ค่าถมและค่ากำแพงกันดินจะแพงขึ้นตามระดับครับ
    ทำไมต้องใช้ลูกรัง
    ดินลูกรังสามารถบดอัดได้ดี เมื่อบดอัดแล้วจะแน่นแข็ง เหมาะแก่การถมเพื่อทำผิวถนนคอนกรีต แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ทำสวน ในการถมที่ปลูกบ้านอาจจะแบ่งโซนเป็นดินลูกรังเฉพาะส่วนถนนก็ได้ครับ

    ถมดินก่อสร้างบ้าน หรือ ถมทีหลังดี
    การถมดินก่อนสร้างบ้านเครื่องจักรจะทำงานได้ง่าย อีกทั้งดินที่ถมทิ้งไว้จะยุบตัวไปบางส่วนขณะทำการก่อสร้าง เมื่อท่านสร้างบ้านเสร็จแล้วค่อยปรับระดับหน้าดิน และบดอัดดินทำถนนอีกครั้ง ดินจะยุบตัวอีกหลังจากนั้นไม่มากแล้วครับ

    ถมดินอย่างไรไม่ทรุด (สำหรับดินบริเวณทั่วไป หรือ จัดสวน)
    เรื่องการทรุดตัวของดินเกิดจากหลายสาเหตุคือ
    ดินที่นำมาถมเมื่อถูกขุดและขนย้ายแล้วนำมาถม เนื่อดินจะไม่แน่นมีโพรงอยู่ข้างใน เมื่อถมทิ้งไว้สักหลายๆเดือนดินจะค่อยๆยุบตัวโดยที่โพรงอากาศข้างในจะถูกน้ำหนักดินกดเอาเนื้อดินเข้ามาแทนที่ ทางแก้ ใช้รถแบคโฮ รถบรรทุกดินหรือรถแทรกเตอร์ วิ่งบดไปบดมาเป็นชั้นๆละ 30-50 เซนติเมตร จะทำให้โพรงเหล่านี้ยุบลงไปได้มาก กรณีของถนนต้องใช้เสปกสำหรับทำถนนซึ่งยุ่งยากทีเดียว
    ดินเดิมเมื่อถูกน้ำหนักดินถมกดลงมาก็จะยุบตัว ยุบมากยุบน้อยขึ้นอยู่กับสภาพดินเดิมว่ามีความแน่นเพียงใด เช่นดินเดิมที่เคยใช้เป็นลานจอดรถมานานและมีรถเข้าออกจอดอยู่เสมอก็จะทรุดน้อย ดินเดิมที่เป็นท้องนาหรือที่ต่ำขังน้ำดินอุ้มน้ำไว้มากจะทรุดตัวมาก ไม่มีทางแก้ครับ ดินจะทรุดไปตามธรรมชาติ แต่ไม่นานอาการนี้จะหยุดไปเอง
    ดินทรุดจากการสูบน้ำบาดาลในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล อันนี้ก็ไม่มีทางแก้เช่นกัน ต้องทรุดลงไปเรื่อยๆอยู่แล้ว อาการนี้ไม่หยุด (ยกเว้นจะหยุดสูบน้ำบาดาลอาการก็จะค่อยๆช้าลง)
    อินทรีย์วัตถุผิวดิน เช่นบริเวณน้ำขังจะมีขี้เลนซึ่งเป็นอินทรีย์วัตถถุจากการเน่าเปื่อยของพืชน้ำ รวมทั้งซากต้นไม้ต่างๆด้วย เมื่อถมดินกลบไปแล้วจะค่อยๆย่อยสลายยุบตัวแล้วดินถมที่อยู่ข้างบนก็จะยุบตัวตามลงมา ทางแก้ กรณีเป็นที่น้ำขัง ถ้ามีขี้เลนเหลวๆ รวมทั้งพืชน้ำต่างๆ ให้ลอกออกก่อน ถ้าเป็นที่แห้งให้ถางพืชต่างๆรวมทั้งขุดตอไม้ใหญ่ออกด้วย หรืออาจใช้วิธีจุดไฟเผาก็ได้ถ้าสามารถควบคุมการลุกลามของไฟได้ ดินถมบริเวณใดไม่ได้มีการลอกเลน หรือบริเวณที่มีอินทรีย์วัตถุออกอยู่มากเอาออกไม่หมด ก็จะยุบเป็นหลุมๆ
    หากมีการคุมงานที่ดี ตามวิธีในข้อ 1 และข้อ 4 แล้วดินที่ถมจะไม่ยุบมาก ไม่ต้องมาปรับระดับที่หลังอีกที (หรือปรับไม่มาก) ครับ ในการพิจารณาว่าต้องมีการบดอัด หรือมาตราการป้องกันดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเราต้องใช้พื้นที่บริเวณนั้นอย่างไร เช่นถ้าใช้เป็นถนนคอนกรีตจะต้องมีการบดอัด และกำจัดเศษวัชพืชอย่างดี เนื่องจากการทรุดตัวของดินต่างกันเล็กน้อยก็อาจทำให้ผิวถนนแตกร้าวได้ แต่ถ้าใช้เป็นพื้นที่จัดสวนนั้นเราสามารถปรับระดับดินภายหลังจากที่ทิ้งให้ดินยุบตัวไปสักปีสองปีแล้ว แต่ก็ควรจะบดอัดบ้างเหมือนกันถ้าเราต้องการสวนที่สวยเรียบในปีแรกๆครับ
    ระวังรั้วเอียงด้วยนะจ๊ะ
    ธรรมชาติดินนั้นมันไม่ใช่เพียงอยู่นิ่งๆเท่านั้น แต่มันจะมีแรงดันทางด้านข้างด้วย ดินที่ระดับเท่ากันต่างคนต่างดันกันเองกับเพื่อนๆรอบตัวมัน ก็ไม่เป็นไร แต่ดินต่างระดับความสูงที่ถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงรั้วนั้น ดินที่สูงกว่าจะมีแรงดันมากกว่าผลักออกไปทางดินที่ต่ำกว่า แรงนี้เองที่กำแพงรั้วจะต้องรับไว้ คุณจึงเอากำแพงรั้วแบบธรรมดามาใช้เป็นกันดินที่ต่างระดับมากๆไม่ได้ครับ โครงสร้างกำแพงรั้วต้องออกแบบให้รับแรงดันดินได้โดยไม่เอียง
    ถมดินอย่างไรไม่โดนโก่งราคา ในการถมดินสำหรับเจ้าของงานนั้นไม่แนะนำให้จ้างรถดินขน และจ้างรถบดเข้ามาเองครับ เนื่องจากถ้าไม่คุ้นเคยกับงานแล้วอาจจะโดนโกงได้ง่าย ควรจะจ้างผู้รับเหมาถมดินให้จัดการให้เสร็จ แล้วทีนี้การติดต่อกับผู้รับเหมาถมดิน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าราคาควรจะเป็นเท่าไหร่ ตกลงกันตรงไหน
    เริ่มที่การคิดปริมาณดิน ก็คือ กว้างคูณยาวคูณสูง หรือพื้นที่คูณความสูงนั่นเอง ในกรณีที่พื้นที่เดิมไม่สม่ำเสมออาจจะต้องเฉลี่ยระดับ กรณีพื้นที่กว้างๆ มูลค่างานมาก ควรจะจ้างช่างสำรวจหาระดับดินในตำแหน่งต่างๆ แล้วคำณวณปริมาณดินออกมา
    ราคาต่อหน่วย เมื่อทราบปริมาณดินที่ต้องการแล้วคูณด้วยราคาต่อหน่วยก็จะเป็นราคารวม ราคาต่อหน่วยนี้ต้องสูงกว่าราคาดินจากรถขนดิน เนื้องจากเวลานำดินมาบดอัดแล้วปริมาตรจะยุบตัวลงไป และผู้รับเหมาต้องบวกค่าดำเนินการ กำไรต่างๆด้วย ให้ลองเชคราคาดูกับผู้รับเหมาหลายๆราย ก็จะทำให้เราทราบราคาตลาดครับ
    ข้อกำหนดในการทำงาน เช่นต้องลอกเลนหรือไม่(น่าจะลอกนะครับ) บดอัดทุก 30 ซม หรือ 50 ซม. ซึ่งจะคุมเข้มแค่ไหนขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้งานพื้นที่ เช่นพื้นที่ถมทิ้งไว้เฉยๆ หรือใช้จัดสวน ก็ควรมีการบดอัดบ้าง แต่ถ้าเป็นถนนต้องมีการบดอัดและควบคุมคุณภาพอย่างดีไม่งั้นถนนจะแตกร้าวได้ครับ
    ตอนทำงานควรไปดูบ่อยๆด้วยครับ ผู้รับเหมาจะได้ทำตามที่ได้ตกลงกัน
    ก่อนเริ่มทำการถม ควรมีการทำระดับอ้างอิงไว้เพื่อตรวจสอบ เช่นการพ่นสี ตอกตะปูกำหนดระดับไว้ตามเสาไฟฟ้า หรือสิ่งก่อสร้างข้างเคียงที่มีลักษณะถาวร ไม่เคลื่อนย้าย เมื่อผู้รับเหมาจะส่งมอบงานจะได้ทำการตรวจสอบได้ครับ
    ที่มา: http://www.brcproperty.com

    การเลือกทรงบ้าน ที่ดินตามฮวงจุ้ย

    ตามลักษณะและรูปทรงของที่ดิน
    1. บ้านที่มีที่ดินด้านหลังบ้านแคบแต่ด้านหน้าบ้านกว้าง ถือว่าไม่เป็นมงคล แต่เราสามารถแก้ฮวงจุ้ยได้ด้วยการติดกระจกบริเวณที่แคบทั้งสองด้าน เพื่อให้ความรู้สึกกว้างและลึก

    2. บ้านที่มีลักษณะหน้าบ้านแคบแต่หลังบ้านกว้าง ตามตำราฮวงจุ้ยถือว่าเป็นลักษณะที่ดี จะเป็นถุงเงินถุงทองให้กับคนที่อยู่อาศัย แต่ถ้าหากมีลักษณะเป็นรูปทรงหน้ากว้างหลังแคบจะเก็บเงินไม่อยู่ จะยากจน

    3. บ้านที่สร้างแล้วมีความลึกมากกว่าความกว้าง จัดว่าเป็นฮวงจุ้ยทีดี อยู่แล้วจะเจริญรุ่งเรือง

    4. บ้านหรือที่ดินบ้านที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าเป็นมงคลอย่างมาก

    5. บ้านมีพื้นที่เว้าแหว่งเป็นบางส่วน ถือว่าขัดต่อหลักฮวยจุ้ยเป็นอย่างมาก จะส่งผลให้คนในบ้านมีอันเป็นไป ถ้าหากแหว่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะส่งผลถึงแม่หรือหญิงเจ้าของบ้าน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะส่งผลถึงพ่อหรือชายเจ้าของบ้าน ทิศตะวันออกและตะวันตกคือลูกชายคนโต และลูกสาวคนเล็ก ทิศเหนือและใต้จะส่งผลกระทบต่อลูกสาวคนกลาง ทิศใต้จะเกิดความเสียหายแก่ลูกชายคนกลาง และทิศเหนือจะมีเรื่องคดีความ

    6. ทางเข้าบ้านที่มีความแคบหรือกว้างเกินไป ถือว่าไม่เป็นมงคล ดังนั้น การออกแบบสร้างบ้านจะต้องดูทางเข้าให้ได้สัดส่วนและกลมกลืนกับขนาดพื้นที่ของบ้านด้วย นอกจากนี้ไม่ควรทำทางเข้าบ้านเป็นทางลาดเทออกไป เพราะจะทำให้พลังชี่ไหลเวียนออกไปจนหมด ส่งผลให้โชคดีและเงินทองไหลออกไปได้อีกด้วย

    7. บ้านที่มีถนนโค้งออก จะทำให้อยู่อาศัยแล้วไม่เจริญและยากจน อีกทั้งบ้านที่มีถนนล้อมรอบทั้ง 4 ด้านก็ถือว่าไม่เป็นมงคลเช่นกัน หากคุณมีบ้านอยู่ใกล้สี่แยกให้ตั้งประตูใหญ่ให้ถูกรหัสราศีของเจ้าของบ้าน และอีกด้านให้ปลูกต้นไม้แทนภูเขาเพื่อแก้เคล็ด

    ลักษณะตัวบ้าน

    1. หน้าบ้านเป็นทางผ่านของโชคลาภ ฉะนั้นบานประตูหน้าบ้านจะต้องทำให้แข็งแรง หากมีส่วนใดเสียหายควรรีบซ่อมแซมและดูแลรักษาความสะอาดบริเวณหน้าบ้านอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยให้ใบไม้แห้งหล่นเกลื่อนกลาดหรือมีสิ่งกีดขวางทาง เพราะถ้าฮวงจุ้ยดีก็ช่วยเสริมสิริมงคลต่อตัวบ้านให้ดียิ่งขึ้น

    2. บริเวณหน้าบ้านถือเป็นทางเข้าออกของพลังชี่หรือลม และเป็นเส้นทางของการนำเงินทองเข้ามาสู่ชีวิต ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการตั้งประตูหน้าต่างในแนวเดียวกัน ห้ามทำซุ้มประตูเลียนแบบศาลเจ้า เน้นให้วงกบตรงไม่คดงอ ทำกันสาดยื่นกันแดดออกมาเล็กน้อย จะทำให้บ้านรับเงินทองได้ดี

    3. หน้าบ้านที่มีต้นไม้ใหญ่ตายยืนต้น ควรโค่นทิ้งเลยทันที เพราะจะทำให้พบกับความยากจน

    4. บ้านที่มีกำแพงเก่าไม่ดี ควรทาสีให้ใหม่เสมอ เวลากลางคืนควรติดไฟให้สว่างจะพบแต่ความเจริญ หรือหากคุณเข้าไปอยู่บ้านที่เก่าควรทาสีให้ใหม่ กลอนประตูควรเปลี่ยนใหม่ จะนำโชคลาภมาให้

    5. ซุ้มประตูบ้านสูงกว่าหลังคา ตามหลักแล้วถือว่าไม่เป็นมงคล

    6. ประตูหน้าบ้านมีสะพานพุ่งเข้าหน้าบ้าน ถือเป็นฮวงจุ้ยไม่ดี

    7. ถ้าบ้านเป็นรูปสามเหลี่ยม ตามหลักฮวงจุ้ยเรียกว่าถังขยะ ผิดหลักอย่างแรง จะทำให้ธุรกิจเสียหายหรืออาจทำให้ผู้อยู่อาศัยเป็นมะเร็ง และอัมพาต

    8. บ้านที่อยู่ระหว่างช่องว่างของตึกสูง เรียกว่าลมพิฆาต ตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าไม่ดีและวิบัติรุนแรง

     9. บ้านมีตึกสูงอยู่ใกล้ๆ แสดงถึงมีผู้ให้ความช่วยเหลือคุ้มครอง

    10. บ้านที่อยู่รวมกันแล้วหลังคาชนกัน ถือว่าไม่เป็นมงคล

    11. บ้านที่เพดานเฉียง และคานไม่เสมอกัน ถือว่าไม่เป็นมงคล

     12. บ้านรูปทรงตัว H และตัว U ตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าไม่ดีถือว่าบ้านเว้าแหว่ง จะทำให้เสียทรัพย์และชื่อเสียง

    แหล่งที่มา : ขอขอบคุณข้อมูลจาก homepro.co.th

    การคิดค่าไฟฟ้าด้วยตนเอง

    จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน ส่งผลทำให้หลายบ้านต้องสำรวจและควบคุมค่าใช้จ่าย ในการครองชีพของตัวเองไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ ตลอดจนค่าใช้จ่าย ในด้านสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าน้ำมันรถ เพื่อให้เพียงพอกับเงินรายได้ที่ตนได้รับ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าไฟฟ้านั้น เรามีวิธีตรวจสอบค่าใช้จ่ายว่า เราใช้ไฟฟ้าไปกี่หน่วย จะต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นจำนวนเงินเท่าไร อีกทั้งยังสามารถหาแนวทางการประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย

    ก่อนที่เราจะทราบอัตราค่าไฟฟ้านั้น เราควรจะทราบว่า เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ใช้ไฟฟ้าหรือกินไฟเท่าไหร่เสียก่อน โดยสังเกตคู่มือการใช้งาน หรือแถบป้ายที่ติดอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เขียนว่า กำลังไฟฟ้า มีหน่วยเป็นวัตต์ (Watt) ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีจำนวนวัตต์มาก ก็กินไฟมากตามไปด้วย ดังนั้น ท่านสามารถคำนวณดูจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ในบ้านท่านว่ามีเครื่องใช้ไฟฟ้ากี่ชนิดแต่ละชนิดกินไฟกี่วัตต์ และเปิดใช้งานประมาณเดือนละกี่ชั่วโมง หลังจากนั้น ท่านก็นำมาคิดคำนวณ ท่านจะทราบว่าในแแต่ละเดือนท่านใช้ไฟฟ้าไปประมาณกี่หน่วยเพื่อเป็นแนวทางในการประหยัดค่าไฟฟ้าได้
    สำหรับการใช้ไฟฟ้า 1 หน่วยหรือ 1 ยูนิตคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาด 1,000 วัตต์ที่ใช้งานใน 1 ชั่วโมง หรือใช้สูตรการคำนวณดังนี้

    กำลังไฟฟ้า (วัตต์)ชนิดนั้นๆ x จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า / 1000 x จำนวนชั่วโมงที่ใช้งานใน 1 วัน = จำนวนหน่วยหรือยูนิต

    ตัวอย่าง บ้านอยู่อาศัยทั่วไป สมมุติว่าบ้านของท่านมีเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด 6 อย่างดังต่อไปนี้ สังเกตจำนวนวัตต์เพื่อมาคำนวณ การใช้ได้จากป้ายที่ติดหรือคู่มือของเครื่องใช้ไฟฟ้า

    1. มีหลอดไฟฟ้าขนาด 40 วัตต์ (รวมบัลลาสต์อีก 10 วัตต์ เป็น 50 วัตต์) จำนวน 10 ดวง เปิดใช้ประมาณวันละ 6 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 50x10 / 1,000x6 = 3 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x3)=90 หน่วย

    2. หม้อหุงข้าว ขนาด 600 วัตต์ จำนวน 1 ใบ เปิดใช้ประมาณวันละ 30 นาที จะใช้ไฟฟ้าวันละ 600x1/1000x0.5=0.3 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x0.3)=9 หน่วย

    3. ตู้เย็น ขนาด 125 วัตต์ จำนวน 1 ตู้ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง สมมุติคอมเพรสเซอร์ทำงาน 8 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 125x1/1000x8= 1 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x1)= 30 หน่วย

    4. เครื่องปรับอากาศ ขนาด 2,000 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดวันละ 12 ชั่วโมง สมมุติคอมเพรสเซอร์ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 2,000x1/1000x8= 16 หน่วย หรือประมาณดือนละ (30x16)= 480 หน่วย

    5. เครื่องปรับอากาศ ขนาด 1,300 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 8 ชั่วโมง สมมุติคอมเรสเซอร์ทำงานวันละ 5 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 1,300x1/ 1,000x5= 6.5 หน่วย หรือประมาณวันละ (30x6.5) = 195 หน่วย

    6. เตารีดไฟฟ้า ขนาด 800 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดวันละ 1 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 800x1/1000x1 = 0.8 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x0.8)= 24 หน่วย

    7. ทีวีสีขนาด 100 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 3 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 100x1 / x3 = 0.3 หรือประมาณเดือนละ (30x0.3) = 9 หน่วย

    8. เครื่องทำน้ำอุ่น ขนาด 4,500 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 1 ชั่วโมงจะใช้ไฟฟ้าวันละ 4,500x1 / 1000x1=4.5 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x4.5) = 135 หน่วย

    9. เตาไมโครเวฟ ขนาด 1,200 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 30 นาที จะใช้งานวันละ 1,200x1 / 1000x0.5 = 0.6 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x0.6) = 18 หน่วย

    ดังนั้นในแต่ละเดือนบ้านของท่านใช้ไฟฟ้าไปทั้งหมดประมาณ 990 หน่วย จากนั้นท่านก็สามารถคำนวณค่าไฟฟ้าของท่านได้ตามอัตราค่าไฟฟ้าดังนี้
    อัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ซึ่งมีผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมากแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
    1.1 ประเภทมีการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือนมีอัตรา ดังต่อไปนี้ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    ค่าไฟฟ้าต่ำสุด คือ ไม่มีการใช้ไฟฟ้า 4.67 บาท
    5 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1-5) เป็นเงิน 4.96 บาท
    10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 6-15) หน่วยละ 0.7124 บาท
    10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16-25) หน่วยละ 0.8993 บาท
    10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26-35) หน่วยละ 1.1516 บาท
    65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36-100) หน่วยละ 1.5348 บาท
    50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101-150) หน่วยละ 1.6282 บาท
    250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151-400) หน่วยละ 2.1329 บาท
    เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401เป็นต้นไป) หน่วยละ 2.4226 บาท
    1.2 ประเภทปริมาณการใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือนมีอัตราดังต่อไปนี้(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    ค่าไฟฟ้าต่ำสุด คือ ไม่มีการใช้ไฟฟ้า เดือนละ 83.18 บาท
    35 หน่วย(กิโลวัตต์ชั่วโมง) (หน่วยที่ 1-35) เป็นเงิน 85.21 บาท
    115 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36-150) หน่วยละ 1.1236 บาท
    250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151-400) หน่วยละ 2.1329 บาท
    เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่401เป็นต้นไป) หน่วยละ 2.4226 บาท
    ปัจจุบัน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ยังไม่มีการปรับโครงสร้างค่ากระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด ซึ่งอัตราค่าไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบันได้เริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามการคิดค่าไฟฟ้านั้น มีปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะต้องมาคำนวณด้วย นั้นก็คือค่าการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เราเรียกว่าค่า Ft (Energy Adjustment charge) หลายท่านคงสงสัยว่าค่า Ft คืออะไร ความหมายของค่าดังกล่าวคือเป็นตัวประกอบ ที่ใช้ในการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติมีค่าเป็นสตางค์ต่อหน่วยใช้สำหรับปรับค่าไฟฟ้าที่ขึ้นลง ในแต่ละเดือนโดยนำไปคูณ กับหน่วยการใช้ประจำเดือน ค่า Ft ดังกล่าวอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบได้จากใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีค่าไฟฟ้าประจำเดือนนั้นๆ

    ตัวอย่างวิธีการคิดค่าไฟฟ้า
    สมมุติว่าเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.2 ใช้ไฟฟ้าไป 990 หน่วย

    35 หน่วยแรก
    85.21
    บาท
    115 หน่วยต่อไป (115x1.1236 บาท)
    129.21
    บาท
    250 หน่วยต่อไป (250x2.1329 บาท)
    533.22
    บาท
    ส่วนที่เกินกว่า 400 หน่วย (990-400 = 590 x 2.4226 บาท)
    1,429.33
    บาท
    รวมเป็นเงิน
    2,176.97
    บาท

    คำนวณค่า Ft โดยดูได้จากใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จรับเงิน หรือสอบถามจากการไฟฟ้านครหลวง

    ตัวอย่าง ค่า Ft มิถุนายน 2541 หน่วยละ 5.45 สตางค์

    990 หน่วย x 0.05045 บาท
    499.46
    บาท
    รวมเงิน 2,176.97+499.46 =
    2,676.43
    บาท
    ภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% = 2,676.43 x 7/ 100 =
    187.35
    บาท
    รวมเป็นเงิน 2,863.78 บาท ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ
    2,863.75
    บาท

    หมายเหตุ ในกรณีที่คำนวณค่าไฟฟ้าแล้วเศษสตางค์ที่คำนวณได้มีค่าต่ำกว่า 12.50 สตางค์ กฟน. จะทำการปัดเศษลง ให้เต็ม จำนวน ทุกๆ 25 สตางค์ และถ้าเศษสตางค์ มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 12.5 สตางค์ กฟน.จะปัดเศษขึ้นให้เต็มจำนวนทุก ๆ 25 สตางค์

    สำหรับตัวอย่างการคิดค่าไฟฟ้าที่ให้มาข้างต้นนี้ท่านสามารถนำไปคำนวณการใช้ไฟฟ้าในบ้านของท่านได้ เพื่อเป็นแนวทางในการประหยัดค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตามการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพนั้น ท่านควรรู้จักเลือกเครื่องไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน และใช้เท่าที่จำเป็นซึ่งจะช่วยให้ท่าน สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก



    ที่มา : www.smilehomes.com

    รับออกแบบอาคารตามหลักฮวงจุ้ย โทร 0867431141